๑๙๖. ระบบบริการสาธารณสุข ประเทศญี่ปุ่น [ตอนที่ ๔ ตอนจบ]

เนื้อหาในเอ็นทรี่ย์นี้ เป็นกระทู้ที่ผมตั้งในพันทิพเมื่อประมาณหลายสัปดาห์ก่อน เพื่อบอกเล่าความเป็นไปในระบบบริการสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่น และเปรียบเทียบให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างระบบของญี่ปุ่นกับระบบของไทย

ผมมองในฐานะ “ผู้รับบริการในประเทศญี่ปุ่น” และในฐานะ “ผู้ให้บริการในประเทศไทย” ครับ

เนื่องจากช่วงนี้ผมอาจจะวุ่นๆ กับการเรียน ไม่ค่อยมีเวลาอัพเดตบล็อกบ่อยๆ อย่างเมื่อก่อน ผมจึงขอคัดลอกเรื่องนี้จากพันทิพมาบอกเล่าสู่กันฟังในที่นี้ โดยตัดแบ่งเป็นตอนย่อยๆ เพื่อไม่ให้ยาวจนเกินไป หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกคนครับ

ระบบบริการสาธารณสุข ประเทศญี่ปุ่น [ตอนที่ ๔ ตอนจบ]

ข้อเสียในระบบญี่ปุ่น ในสายตาของ “ผู้รับบริการไทยๆ”

ข้อเสียสำคัญของระบบบริการสาธารณสุขญี่ปุ่น อยู่ในข้อแตกต่างแรกที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ นั่นคือ การขับเคลื่อนระบบด้วยเงินทุน ไม่ใช่อุดมการณ์ 

หากนำระบบญี่ปุ่นมาใช้ในประเทศไทย คำวิจารณ์แรกๆ ที่จะได้รับจากผู้รับบริการและองค์กรอิสระทั่วประเทศไทยๆ ก็คือ เป็นระบบที่เอื้อต่อทุนนิยม ไร้จรรยาบรรณ ขาดอุดมการณ์ ไม่คำนึงถึงผู้ด้อยโอกาสในสังคม ฯลฯ และอาจเลยเถิดไปถึงการแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่ออนาคตของระบบสาธารณสุขไทยตามแนวคุณธรรมจริยธรรม

ระบบบริการสาธารณสุขของไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า สุขภาพที่ดีเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ และการบริการสาธารณสุขย่อมต้องเป็นไปเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความเชื่อดังกล่าวนี้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง 

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าประเทศไทยไม่สามารถนำระบบของประเทศญี่ปุ่นมาใช้ได้ อย่างน้อยก็ในอนาคต ๑๐ – ๒๐ ปีถัดจากนี้ เพราะจะถูกต่อต้านจากมวลมหาประชาชน นับตั้งแต่นักการเมืองที่อาจจะต้องเสียฐานคะแนนเสียง องค์กรอิสระที่ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนผู้รับบริการที่จะต้องเสียเบี้ยประกันและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับบริการฟรีมานานนับสิบปี

ข้อมูลเพิ่มเติม

กรณีที่ไม่ได้ทำประกัน จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ๑๐๐% ยกเว้นผู้มีรายได้น้อยในระบบที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล โดยผู้มีรายได้น้อยจะต้องยื่นแสดงหลักฐานรายได้ต่อหน่วยงานราชการ ซึ่งจะได้รับพิจารณายกเว้น หรือลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล เป็นรายบุคคล

เด็กที่ยังไม่มีงานทำ หรือสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้ทำงาน ยังต้องจ่ายเบี้ยประกัน โดยหัวหน้าครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ส่วน homeless people จะได้รับการยกเว้น หรือลดหย่อน เฉพาะกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และมีผู้แจ้งนำส่งโรงพยาบาลโดยรถพยาบาล

ประกันของญี่ปุ่นมีหลายแบบ สามารถแบ่งง่ายๆ ได้ ๒ แบบ คือ ประกันสุขภาพสำหรับพนักงานบริษัท (Employee’s Health Insurance) กับ ประกันสุขภาพสำหรับประชาชนทั่วไป (National Health Insurance) รายละเอียดแตกต่างกันไป ผู้ทำประกันจะมีบัตรแสดงตน และต้องแสดงบัตรเมื่อเข้ารับบริการในครั้งแรก หรือในการซื้อยาแต่ละครั้ง ซึ่งคลินิกและโรงพยาบาลสามารถตรวจสอบรายละเอียดของประกันเพิ่มเติมได้จากฐานข้อมูล

กลุ่ม homeless people อาจจะไม่มีสัญลักษณ์แสดงความเป็น homeless แต่ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า homeless people จะได้รับการยกเว้น หรือลดหย่อน ค่ารักษาพยาบาลต่อเมื่อมีผู้แจ้งนำส่งโรงพยาบาล ในระหว่างนั้นจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลบุคคล ซึ่งคงไม่ใช่เพื่อยืนยันว่าเป็น homeless แต่เพื่อยืนยันว่าได้รับความคุ้มครองจากประกันหรือไม่

กรณีที่ไม่มีจ่ายจริงๆ ก็อาจยื่นเรื่องเพื่อขอพิจารณารับการยกเว้นจากรัฐบาลได้ครับ ซึ่งจะได้รับพิจารณาเป็นรายๆ ไป หรือไม่เช่นนั้นก็อาจไม่ได้รับการรักษาพยาบาล ความคิดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดเชิงพาณิชย์ ดังรายละเอียดในบทความ

ประเทศญี่ปุ่นเคยใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย กล่าวคือ ประชาชนจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง (เช่น ๕% ของราคาเต็ม) แต่รัฐบาลประสบปัญหาการเงินจนไม่สามารถดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อไปได้ จึงได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบประกันสุขภาพแบบร่วมจ่ายดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบพระคุณ ศ.นพ. ยะสึชิ โอะกะมุระ หัวหน้าภาควิชาสรีรวิทยาบูรณาการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซะกะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบบริการสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่น

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: