๑๙๐. ริคุโตะคุง : เรื่องเล่าจากซีรีส์ 僕のいた時間 (Boku no Ita Jikan)

๒๒ กันยายน ๒๕๕๗

คุณจะรู้สึกอย่างไร หากต้องจำใจเรียนแพทย์เพียงเพราะเป็นความคาดหวังของครอบครัว ทั้งที่คุณไม่ชอบ และไม่เหมาะที่จะเรียน

ความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่ริคุโตะคุง (澤田 陸人) ในซีรี่ส์ 僕のいた時間 ต้องเผชิญ

ผมยังมีเรื่องที่อยากเล่าเกี่ยวกับซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่อง 僕のいた時間 อีกหลายอย่าง ถึงแม้ว่าซีรี่ส์นี้เป็น melodrama ที่ไม่ได้มีเงื่อนปมซับซ้อน แต่ก็มีตัวบทย่อยหลายเรื่องซ้อนทับอยู่ภายใน ซึ่งตัวบทย่อยเหล่านี้เองที่น่าสนใจจนต้องเก็บมาเล่าสู่กันฟัง

เรื่องเกี่ยวกับทะคุโตะคุง (澤田 拓人) ตัวเอกของเรื่องซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชนิด ALS เป็นแกนหลักซึ่งผู้ชมทุกคนย่อมรับรู้ได้ไม่ยาก แต่เรื่องที่ผมอยากจะเล่าในวันนี้คือ ริคุโตะคุง น้องชายเพียงคนเดียวของทะคุโตะคุง

ริคุโตะคุง เป็นตัวละครที่มีบทบาทเป็นขั้วตรงข้ามของทะคุโตะคุง หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนมากขึ้นก็คือ การมีอยู่ของริคุโตะคุงช่วยเสริมความโดดเด่น และ/หรือ ความดราม่าให้กับทะคุโตะคุง

僕のいた時間 บอกให้ผู้ชมทราบว่า วัยเด็กของทะคุโตะคุงได้รับการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวเป็นอย่างดี แต่ต่อมาภายหลัง สิ่งต่างๆ ที่ทะคุโตะคุงเคยได้รับกลับถ่ายโอนไปยังริคุโตะคุงผู้ซึ่งเป็นน้องชาย คุณแม่เลิกสนใจทะคุโตะคุง หันมาใส่ใจดูแลริคุโตะคุงเพียงคนเดียว อีกทั้งความหวังของครอบครัวก็เน้นมาที่ริคุโตะคุง ผู้ซึ่งเป็นที่คาดหวังกันว่าจะเรียนจบแพทย์แล้วสืบต่อกิจการโรงพยาบาลต่อจากคุณพ่อซึ่งเป็นแพทย์และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล

ความโดดเด่นของริคุโตะคุง บีบคั้นให้ทะคุโตะคุงค่อยๆ ลดบทบาทของตนเองลงไป เมื่อเขาไม่ได้เรียนแพทย์อย่างที่ครอบครัวต้องการ ทั้งยังดูเหมือนกับเป็นคนไม่เอาไหนในสายตาของคุณพ่อ ทะคุโตะคุงจึงเป็นเสมือนบุคคลที่อาศัยอยู่ภายในครอบครัว แต่ไม่ใช่คนในครอบครัวเดียวกันอีกต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวซะวะดะ (澤田) ไม่ได้ส่งผลต่อทะคุโตะคุงเพียงคนเดียว แต่ยังกระทบถึงริคุโตะคุงพร้อมกันไป ความรักความเอาใจใส่ที่คุณแม่มอบให้กับริคุโตะคุงอย่างล้นเกิน ความคาดหวังของครอบครัวที่เทิดไว้บนบ่าของริคุโตะคุง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ริคุโตะคุงหยิ่งผยองในความเหนือกว่าของตนเอง และความรู้สึกนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ ที่ตามมาหลังจากนั้น

เมื่อรู้สึกว่าตนอยู่เหนือกว่าใครๆ ก็ไม่เหลือใครที่จะยืนอยู่รอบข้างอีกต่อไป นั่นเป็นความจริงของชีวิตที่ริคุโตะคุงต้องเผชิญ

ริคุโตะคุงเติบโตมาท่ามกลางความสุข ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ ทำให้เขาขาดสัมผัสรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นๆ รอบตัว ริคุโตะคุงมักจะพูดจายกตนโดยไม่ใส่ใจว่าคู่สนทนาจะรู้สึกอย่างไร บางครั้งก็ทำอะไรมุทะลุขาดความยั้งคิด การแสดงออกของริคุโตะคุงจึงก่อปัญหาหลายอย่างในแง่มนุษยสัมพันธ์ มีหลายครั้งที่พฤติกรรมของริคุโตะคุงเป็นสาเหตุของการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพี่น้อง จนกระทั่งครั้งหนึ่งทะคุโตะคุงเอ่ยปากว่า ถ้าเขาเป็นคนไข้ เขาจะไม่ยอมรักษากับหมออย่างริคุโตะคุง

พฤติกรรมของริคุโตะคุงส่งผลต่อการเรียนแพทย์ของเขามากขึ้นทุกที เมื่อยังเป็นนักเรียนแพทย์ปีต้นๆ ก็เหมือนทุกอย่างจะราบรื่น เพราะเป็นการเรียนในห้องบรรยาย เก็บคะแนนจากการสอบตามปกติ แต่เมื่อเรียนชั้นคลินิกซึ่งต้องแยกกลุ่มย่อยและเรียนกับผู้ป่วย ริคุโตะคุงก็เริ่มแปลกแยกจากเพื่อนคนอื่นๆ เขาอาจไม่มีเพื่อนสนิทในโรงเรียนแพทย์ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเพื่อนๆ รังเกียจที่จะคบหาสมาคมกับริคุโตะคุง ซึ่งคงเป็นเหตุผลที่เขาเริ่มแยกตัว ไม่ยอมเข้าเรียน เมื่อหนักเข้าก็เลิกไปมหาวิทยาลัยอีกเลย

ผู้ชมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่โรงเรียนแพทย์ คงทราบแต่เพียงคำบอกเล่าของริคุโตะคุงในตอนหลังว่า เขามีความทรงจำที่เจ็บปวดในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งทำให้เขาไม่อยากกลับไปที่นั่นอีก

ริคุโตะคุงเป็นตัวละครอีกตัวที่โลดแล่นไปตามความคาดหวังของครอบครัวซะวะดะ เขาได้รับความรักจากคุณแม่ ได้เป็นความหวังของคุณพ่อ มีสถานะในครอบครัวที่เหนือกว่าพี่ชาย เขาจึงต้องการรักษาสิ่งต่างๆ เหล่านี้เอาไว้กับตัว เมื่อคุณพ่อและคุณแม่อยากให้เขาสืบทอดกิจการโรงพยาบาล เขาก็รับปาก เขาพยายามจนกระทั่งสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ได้ เขาจึงกลายเป็นที่รักของครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม

แต่ชีวิตในโรงเรียนแพทย์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับริคุโตะคุง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ริคุโตะคุงไม่ได้อยากเป็นแพทย์ตั้งแต่ต้น เขาเพียงแต่ทำตามความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ ทำเพื่อรักษาสถานะของเขาในครอบครัวเพียงเท่านั้น

เขาชอบไดโนเสาร์ เขามีความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์อย่างลึกซึ้ง เขามีความสุขที่ได้ชมพิพิธภัณฑ์ได้โนเสาร์และบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้คนอื่นๆ ฟัง สำหรับริคุโตะคุงแล้ว ไดโนเสาร์ทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

กล่าวอย่างง่ายที่สุดก็คือ เขาเดินทางผิดที่เลือกเรียนแพทย์ตามความหวังของครอบครัว

ริคุโตะคุงทะเลาะกับคุณแม่ครั้งใหญ่ หลังจากที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องของตนเอง เขาถึงกับขึ้นเสียงต่อคุณแม่ว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะ “แก” นั่นแหละ ดูเหมือนเขาพยายามจะบอกกับคุณแม่ว่า สาเหตุที่เขาไม่มีเพื่อน ไม่อยากไปเรียน ไม่มีความสุขในชีวิต ทั้งหมดเป็นเพราะคุณแม่ของเขานั้นเอง เขาต้องการให้คุณแม่ออกไปจากชีวิตของเขาเสียที เขาไม่ต้องการให้ใครมาบงการชีวิตของเขาอีก แม้ในตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะเป็นเช่นไร แต่เขาเลือกที่จะลิขิตชีวิตของเขาเอง

ถึงตรงนี้ ผู้ชมจะรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่น นั่นคือ คุณพ่อเป็นใหญ่ในบ้าน มีภาระงานและเป็นเสาหลักของครอบครัว ในขณะที่คุณแม่เป็นศรีภรรยาที่ทำหน้าที่ภายในบ้านทั้งหมด ดูแลเลี้ยงดูลูกๆ ให้เติบโต ส่วนลูกๆ นั้นก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามความต้องการของผู้เป็นพ่อแม่ และพยายามทำตามความหวังของคนในครอบครัว ภายใต้ความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวนี้ คุณพ่อคือจุดสูงสุดของลำดับชั้นในครอบครัว ส่วนคนอื่นๆ เป็นแต่เพียงตัวละครที่เดินไปตามบทบาทของ ศรีภรรยา และลูกที่ดี เท่านั้น

แต่หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว แม้ตัวคุณพ่อเองก็เป็นตัวละครตัวหนึ่งเช่นเดียวกัน เพียงแต่บทบาทของคุณพ่อนั้นไปไกลเกินกว่าครอบครัว คุณพ่อทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัวตามความคาดหวังของสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่ ทั้งยังต้องรักษาบทบาทของแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอาไว้อย่างเต็มที่ กล่าวอย่างง่ายที่สุด โรงละครของคุณพ่อคือสังคมฉาบฉวยของญี่ปุ่นเกือบทั้งประเทศในปัจจุบัน

僕のいた時間 หาทางออกให้กับปัญหาของครอบครัวซะวะดะตามแบบฉบับของละครเมโลดราม่าทั่วไป โดยความเชื่อที่ว่า ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้หากทุกคนหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน หาทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน ซึ่งในที่สุดแม้ว่าคุณพ่อยังต้องการให้ริคุโตะคุงสืบทอดกิจการโรงพยาบาลต่อไป แต่เมื่อรู้แน่ว่าเป็นไปไม่ได้ คุณพ่อก็ยอมให้ริคุโตะคุงลาออกจากโรงเรียนแพทย์ แล้วให้โอกาสเดินตามความฝันของตนเอง

ผมคิดว่า การตัดสินใจครั้งนี้ของคุณพ่อเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด ไม่เฉพาะแต่ตัวริคุโตะคุงเท่านั้น แต่ยังผ่อนคลายความตึงเครียดที่สั่งสมมาในครอบครัวซะวะดะทุกประการ

ริคุโตะคุงตัดสินใจเรียนต่อด้านไดโนเสาร์ เพื่อที่จะเป็นนักวิจัยได้โนเสาร์ เขาเริ่มปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองโดยความช่วยเหลือของทะคุโตะคุง เริ่มทำงานพิเศษด้วยตนเองเพื่อหาทุนเล่าเรียน แม้ในครั้งแรกเขาจะเป็นกังวลว่าพฤติกรรมของเขาจะก่อปัญหาในการทำงาน แต่เมื่อเขายอมเปิดใจบอกให้คนอื่นๆ รับรู้ถึงข้อเสียของตนเองแล้วพยายามปรับปรุงแก้ไข ทุกคนก็ชื่นชม แถมยังบอกด้วยว่าริคุโตะคุงเป็นคนตลก (ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า おもしろい)

ชีวิตของริคุโตะคุงเปลี่ยนแปลงไป เขามีความสุขกับการทำงานพิเศษ และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้พบกับเพื่อนสนิทจริงๆ เป็นครั้งแรก เพื่อนที่สามารถพูดคุยเรื่องที่สนใจร่วมกันได้นานเป็นชั่วโมง

僕のいた時間 คงพยายามบอกกับผู้ชมว่า ถึงแม้ริคุโตะคุงจะมีปัญหาพฤติกรรมอันเกิดจากการเลี้ยงดู แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ตีตราถาวร ทุกอย่างสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า เจ้าตัวจะต้องยอมรับปัญหาของตนเองและพยายามปรับปรุงแก้ไข โดยความเข้าใจและสนับสนุนจากครอบครัว และ/หรือ คนใกล้ชิด ที่จะคอยเป็นกำลังใจให้เจ้าตัวไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ที่พบเจอ

ลองคิดในมุมกลับกันว่า หากครอบครัวไม่ยอมรับการตัดสินใจของริคุโตะคุง แต่กลับดึงดันบังคับให้ริคุโตะคุงเรียนแพทย์ต่อไปตามความคาดหวังของครอบครัว เรื่องราวจะเปลี่ยนแปลงแตกหักไปอย่างไร ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลย

แต่เมื่อทุกคนยอมรับ เรื่องราวก็เปลี่ยนแปลงไปในทางดี ในตอนจบของเรื่อง ริคุโตะมีแฟน ดูเหมือนจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่บอกให้รู้ว่า ริคุโตะคุงในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ริคุโตะคุงคนเดิมตายไปแล้วตั้งแต่วันที่เขาลาออกจากโรงเรียนแพทย์ ส่วนคนที่ผู้ชมเห็นอยู่นี้คือริคุโตะคุงคนใหม่ที่กำลังมีความสุขในแบบฉบับของตนเอง

สาเหตุที่ผมยกเอาเรื่องของริคุโตะคุงมาเล่านี้ ก็เพื่อนำเสนอปัญหาที่อาจพบได้ในหลายครอบครัว โดยเฉพาะในครอบครัวที่ทุกอย่างตีกรอบไว้ด้วยความหวัง โดยมองข้ามความรู้สึกที่แท้จริงของสมาชิกในครอบครัว

ยอมรับตามตรงว่า ริคุโตะคุงเป็นตัวละครอีกตัวที่ผมลุ้นมาตลอดเรื่อง ใจหนึ่งก็รู้สึกหมั่นไส้ในพฤติกรรมหลายๆ อย่าง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อย เพราะเราย่อมรู้ดีว่า การที่ใครสักคนจะมีลักษณะนิสัยอย่างไรย่อมเกิดจากการเลี้ยงดูเป็นพื้นฐาน และ 僕のいた時間 ก็บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า การเลี้ยงดูลูกอย่างประคบประหงม หรือการบงการชีวิตลูกมากจนเกินไป ย่อมเกิดผลเสียแก่ตัวเด็ก จนดูราวกับว่า ผู้ใหญ่สร้างปัญหาให้กับเด็กผ่านความรักความเอาใจใส่ที่เกินงาม แล้วทิ้งปัญหานี้ไว้ให้เด็กหาทางแก้ไขด้วยตัวของเขาเอง

ริคุโตะคุงโชคดีที่มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขตนเอง อาจเป็นเพราะบทละครถูกกำกับมาอย่างนั้น แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในโลกแห่งความจริงยังมีอีกหลายครอบครัวที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความคาดหวังที่เกินกำลัง แต่ยังดันทุรังต่อไปทั้งที่มองไม่เห็นปลายทาง

จะยึดกรอบความคาดหวังเอาไว้แล้วปล่อยให้ปัญหายังคงเป็นปัญหา หรือจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมกันหาทางออก เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เดินตามความฝันของตนเอง ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันไปคนละทาง

แต่ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ก็สุดแต่การตัดสินใจเลือกของแต่ละครอบครัวนั้นเอง

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: