๑๘๙. เมืองไทย ศิริราช สองสัปดาห์ : รับน้องข้ามฟาก ศิริราช รุ่น ๑๒๔

๑๓ กันยายน ๒๕๕๗

ผมกลับมาถึงประเทศไทยคราวนี้ในคืนวันที่ ๒๘ สิงหาคม มีเวลาพักผ่อนคืนหนึ่งพอให้คลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง พอรุ่งเช้าก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แล้วรีบตรงมาที่ศิริราชทันที

วันที่ ๒๙ สิงหาคม เป็นวันอบรมรับน้องข้ามฟาก และวันที่ ๓๐ เป็นวันรับน้องข้ามฟาก ศิริราช รุ่น ๑๒๔

ผมได้วันหยุดจากโอซะกะมาประมาณ ๒ สัปดาห์ เป็นวันหยุดฤดูร้อนหลังจากทำงานต่อเนื่องมาแรมปี หากใครจะถามเหตุผลว่าเพราะอะไรจึงลาหยุดมาในช่วงนี้ ผมก็คงตอบคำถามนี้อย่างง่ายๆ ว่า ผมลากลับมาเพื่อร่วมงานรับน้องข้ามฟาก

ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ

หลายคนคงทราบดีว่า ก่อนหน้านี้ผมคอยถามน้องเอ็กซ์เทิร์น กับ ส.พ.ศ. อยู่เป็นระยะ เพื่อทราบกำหนดการที่แน่นอนว่า งานรับน้องข้ามฟากปีนี้ตรงกับวันไหน ผมจะได้จัดตารางเวลาของตัวเองได้ว่าจะเลือกเดินทางกลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่ดี ซึ่งก็ต้องขอบคุณทุกคนที่คอยอัพเดตข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ

ผมเคยสัญญากับตัวเองว่า จะพยายามกลับมาร่วมงานรับน้องข้ามฟากทุกๆ ปี

ปีนี้ผมยังคงรักษาสัญญาเอาไว้ได้

งานรับน้องข้ามฟากปีนี้เป็นปีที่ ๑๐ แล้วสำหรับผม

ครั้งแรกคือเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ ในฐานะนักเรียนแพทย์ศิริราชน้องใหม่ และครั้งถัดมาอีกทุกๆ ปีในฐานะรุ่นพี่ ผมพยายามเข้าฟังการอบรมทุกครั้ง และเข้าร่วมงานรับน้องข้ามฟากเป็นประจำทุกปี เพียงแต่อาจจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป จะวุ่นหน่อยก็ตอนที่ทำงาน ส.พ.ศ. ช่วงปี ๔ – ๕ กับตอนที่ร่วมจัดการอบรมน้องเมื่อคราวที่เป็นเอ็กซ์เทิร์น

ผมรัก “ซีเนียริตี้” ในแบบของชาวศิริราช

ในมุมมองของผม “ซีเนียริตี้” ของศิริราช ไม่ใช่การอวดเบ่งอายุของรุ่นพี่ต่อรุ่นน้อง ไม่ใช่การที่รุ่นพี่ใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญให้รุ่นน้องทำกิจกรรมต่างๆ ตามอำเภอใจ ซึ่งเราอาจพบเห็นพฤติกรรมอย่างนั้นได้ในสถาบันอื่นๆ ซึ่งอ้างซีเนียริตี้เพื่อสนองตัณหาของตนเองอย่างบ้าคลั่ง

แต่นั่นไม่ใช่พฤติกรรมของเราชาวศิริราช

“ซีเนียริตี้” ของศิริราช เป็นความผูกพันของรุ่นพี่ที่มีต่อรุ่นน้อง โดยที่รุ่นพี่ตระหนักรู้อยู่เสมอว่า เรามีรุ่นน้องให้คอยดูแลห่วงใย คอยประคับประคองให้น้องก้าวผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตได้อย่างราบรื่น ไม่อ้างว้างเดียวดาย

“ที่ศิริราช พี่จะคอยดึง เพื่อนจะประคอง น้องจะช่วยดัน” − คำกล่าวนี้ยังเป็นจริงเสมอ

ถ้ามีใครถามผมว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าศิริราชไม่มีงานรับน้องข้ามฟาก จะเป็นอย่างไรถ้าความสัมพันธ์อย่างพี่น้องของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ต่างคนต่างอยู่ เข้ามาเรียนแล้วก็จบกันไปอย่างคนที่ไม่รู้จักกัน

ผมไม่รู้ ผมคิดไปไม่ถึงขนาดนั้น ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง อาจจะไม่มีคำว่า “ศิริราช” อยู่แล้วก็เป็นได้

หลังงานรับน้องข้ามฟาก ผมยังมาทำงานที่ศิริราชเกือบทุกวัน

ความจริงแล้ว ผมยังอยู่ในช่วงลาศึกษาต่อ จึงไม่มีภาระงานใดๆ ที่ศิริราช การมาศิริราชเป็นตัวเลือกที่ผมสามารถ “เลือก” หรือ “เลี่ยง” ได้ตามใจชอบ หากผมจะหายตัวไปในช่วงนี้ก็ย่อมได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ศิริราชจะกล่าวโทษเอาผิดกับผมไม่ได้

แต่ผมก็ “เลือก” ที่จะมาที่นี่ทุกวัน

ผมแวะมาที่ห้องแล็บกายวิภาคศาสตร์ ช่วยเหลือน้องๆ ปี ๒ เรียนกับร่างอาจารย์ใหญ่ สอนบ้าง ซอยบ้าง ชวนคุยเรื่อยเปื่อยบ้างตามเรื่องตามราว ซึ่งน้องๆ ที่เคยเจอกันจะคุ้นเคยกับสไตล์การ “ชวนคุย” ของผมดี ผมมักจะบอกน้องๆ ทุกคนว่า น้องคุยกับผมได้ทุกเรื่อง ไม่เฉพาะแต่เรื่อง Gross Anatomy จะเป็นเรื่องการเรียนวิชาอื่นๆ เรื่องชีวิต ความรัก ฯลฯ เรื่องอะไรก็ได้ที่น้องพอใจ

น้องหลายคนบอกว่าผมโหด แต่ถ้าน้องได้คุยกับผมแล้ว จะรู้ว่าจริงๆ ผมโหดกว่านั้น − ผมล้อเล่น

นอกเหนือจากงานช่วยสอน ผมก็มาตัดสไลด์สมองปลาม้าลายเก็บไว้เป็นคอลเล็คชันของผมเอง โดยใช้เครื่องมือที่ห้องแล็บไมโครเทคนิคของกายวิภาคศาสตร์ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับงานวิจัยของผมที่โอซะกะได้บ้าง ซึ่งก็ได้สไลด์ที่ดูสวยงามดี

ช่วงหลังๆ เมื่อว่างจากงานแล้ว ผมยังนั่งอ่านหนังสือ ทำโน่นทำนี่ หรือนั่งหลับอยู่ที่ห้องพักที่ภาควิชาฯ จนมืดค่ำ เหมือนกับเมื่อก่อนที่จะไปญี่ปุ่น จะต่างกันก็ตรงที่ผมไม่ได้ไปฟิตเนสทุกวันเท่านั้นเอง

“.. อยู่ศิริราชนี่มันเสพติดนะ ขนาดปลดเกษียณมาหลายปียังมาเดินที่ศิริราชอยู่เลย”

อ.สรรใจ บอกกับผมอย่างนั้น ตอนนั้นเราเข้าร่วมงานประชุมวิชาการกายวิภาคศาสตร์ ที่เชียงใหม่ ปลายปี ๒๕๕๕ ผมก็ติดสอยห้อยตามอาจารย์ไป จึงได้มีโอกาสเที่ยวชมตามโบราณสถานสำคัญๆ ของเมืองเชียงใหม่พร้อมกันไปด้วย เช่น พิพิธภัณสถานแห่งชาติ วัดเจ็ดยอด ฯลฯ นี่เรามาประชุมวิชาการกันจริงๆ นะ

ผมจำไม่ได้ว่าเราเริ่มต้นคุยกันเรื่องอะไร จำได้แต่ว่าเรื่องที่คุยกันวนเข้ามาถึงเรื่องที่เกี่ยวกับศิริราช ซึ่งก็เป็นเรื่องที่อาจารย์มักจะพูดถึงอยู่เสมอ แล้วผมก็ฟังอาจารย์เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อไปอีกยาว

ผมไม่เคยเข้าใจประโยคนี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งกลับมาที่ศิริราชคราวนี้เอง

ผมไม่ใช่คนยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เซเลบริตี้ เป็นเพียงคนธรรมดาที่โชคดีได้มาอยู่ร่วมในครอบครัวศิริราช บ้านอันเป็นที่รักอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากบ้านแท้ๆ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้รับความรักความห่วงใจจากอาจารย์และรุ่นพี่ ทั้งได้มีโอกาสช่วยเหลือน้องๆ ตามกำลังสติปัญญา และทำกิจกรรมอื่นๆ บ้างตามสมควร

ทุกครั้งที่ผมเดินในศิริราช พบปะอาจารย์ เจอะเจอรุ่นพี่รุ่นน้อง เราโค้งให้กัน พูดคุยทักทายกัน ให้ความรู้สึกว่าเราอยู่ในบ้านที่ทุกคนรู้จักคุ้นเคย สนิทสนมกัน

ผมว่ามันอบอุ่นดีนะ

ถ้าได้อยู่กันไปนานๆ พบเจอบรรยากาศดีๆ แบบนี้ทุกวัน ต่อเนื่องกันไปหลายสิบปีเหมือนอย่างที่ อ.สรรใจ เล่าให้ฟัง จะไม่ให้เสพติดได้อย่างไร

ตอนนี้ ผมว่าผมก็เริ่มจะเสพติดขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน

เวลา ๒ สัปดาห์ แค่แป๊บเดียว

ถ้าจะเริ่มโครงการใหญ่อะไรสักอย่าง เวลาเพียง ๒ สัปดาห์คงไม่มากพอที่จะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นทันเวลาที่กำหนดได้ อาจจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือดีหน่อยก็อาจจะค้างอยู่ครึ่งๆ กลางๆ รอให้คนอื่นๆ มาสานต่อ หรือต้องต่อเติมเวลาออกไปให้มากพอที่จะปิดโครงการได้อย่างสมบูรณ์

แต่เวลา ๒ สัปดาห์ในคราวนี้ สำหรับผมแล้วนับว่ามากเพียงพอ ที่จะทำให้วันหยุดฤดูร้อนปีนี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างสุด

แล้วพบกันใหม่ปีหน้า ประเทศไทย รับน้องข้ามฟาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: