๑๘๗. Gaijin Complex ความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าของชาวญี่ปุ่น

๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และยังรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นและสถาบันการศึกษาหลายแห่งจะมุ่งสู่ความเป็นสากล แต่ในความเป็นจริงแล้วญี่ปุ่นยังคงเป็นญี่ปุ่น-ประเทศที่พร้อมจะยืนหยัดด้วยตนเองเพียงลำพัง ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์

ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่น มักจะรู้สึกถึงเส้นขีดแบ่งระหว่าง “ชาวญี่ปุ่น” และ “ชาวต่างชาติ” อยู่เสมอ สำหรับชาวเอเชียด้วยกันอาจจะไม่รู้สึกถึงความจริงข้อนี้มากนัก แต่กับชาวตะวันตกแล้วกลับเป็นความจริงที่เด่นชัด จนบางครั้งเส้นขีดแบ่งก็สูงจนกลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างชาวญี่ปุ่นกับชาวตะวันตกด้วยซ้ำไป

แฟนพันธุ์แท้การ์ตูนเรื่อง ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน คงพอจะจำได้ว่า มีอยู่ตอนหนึ่งที่เล่าถึงอดีตของด็อกเตอร์อากาสะเมื่อได้พบกับผู้หญิงผมสีน้ำตาล และเน้นย้ำว่าผมสีน้ำตาลเป็นสัญลักษณ์ของชาวต่างชาติ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อนถือเป็นของแปลก ถึงขั้นที่ว่าเธอคนนั้นต้องสวมหมวกปกปิดสีผมของตนเองไว้อยู่ตลอดเวลา

ผมเคยคิดว่า ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างในปัจจุบัน ความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างชนชาติน่าจะผ่อนคลายลงไปบ้าง เพราะทุกประเทศทั่วโลกสามารถติดต่อถึงกันได้เพียงคลิ้กนิ้ว ทั้งยังมีภาษากลางที่ใช้สื่อสารกันได้ หรือหากไม่เข้าใจกันจริงๆ ก็ยังมีซอฟท์แวร์แปลภาษาที่พอจะช่วยให้เข้าใจกันได้ในระดับหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงแล้วความรู้สึกแบ่งแยกดังกล่าวกลับยังคงพบเห็นได้อย่างชัดเจนในประเทศญี่ปุ่น ผิดจากที่ผมคาดการณ์

วันนี้ได้อ่านบทความจาก Gaijinpot เกี่ยวกับ Gaijin Complex (外人コンプレックス) เขียนเป็นภาษาอังกฤษโดยชาวญี่ปุ่น ทำให้เข้าใจความรู้สึกแบ่งแยกชนชาติของชาวญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น ผมขอนิยามคำศัพท์นี้ว่า ความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า (inferiority) ของชาวญี่ปุ่น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชาวต่างชาติ (ตะวันตก)

บทความนี้น่าสนใจ จึงขอเก็บใจความมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทย ตัดนิดแปะหน่อย ไว้ให้อ่านกัน

บทความนี้บอกว่า ชาวญี่ปุ่นมักจะเกิด Gaijin Complex กับชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวคอเคเชียน (Caucasian) จากประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า ประเทศญี่ปุ่นมีความกลมกลืนกันค่อนข้างสูง (homogeneous) และยังคงเป็นสังคมปิด ไม่คุ้นเคยกับคนต่างกลุ่ม เมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างชาติจึงเกิดความแปลกแยก อิจฉา สงสัย และไม่มั่นคง จนบางครั้งถูกมองว่าเป็นการแสดงออกแบบชนชาตินิยม (racism)

ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นบางร้านไม่ต้อนรับชาวต่างชาติ (ชาวตะวันตก) เพียงเพราะไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องน่าประทับใจนักสำหรับชาวตะวันตกที่มาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น แต่บทความนี้ก็พยายามแก้ต่างว่า เป็นเพราะพนักงานในร้านเกรงว่าจะไม่สามารถบริการลูกค้าได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น และปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่การแสดงออกแบบชนชาตินิยม

อีกประการหนึ่งคือ ชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเชื่อว่า ชาวต่างชาติไม่สามารถ และ/หรือ ไม่มีทางพูดภาษาญี่ปุ่นได้

คนที่เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ซูชิจิโร่ คงพอทราบว่า ร้านซูชิเลื่องชื่อระกับ ๓ ดาวมิชลินแห่งนี้ ยินดีต้อนรับผู้ที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นได้ และคงเป็นการดีหากชาวต่างชาติจะมาลิ้มลองซูชิรสเลิศพร้อมกับชาวญี่ปุ่น เพื่อลดปัญหาการสื่อสารที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างลูกค้าและผู้ให้บริการ

หากจะตีความกันคำกล่าวนี้อย่างสุดโต่งก็คือ หากคุณรู้ตัวว่าไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น ขอความกรุณาเลือกร้านอื่น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Gaijin Complex เป็นการแสดงออกแบบชนชาตินิยม ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะประเทศที่มีสภาพเป็นเกาะ เคยปิดตนเอง แยกขาดจากวัฒนธรรมภายนอกมานานกว่า ๒๐๐ ปี กระทั่งถูกบีบบังคับให้เปิดประเทศในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๙ และยังเป็นประเทศเดียวในกลุ่มผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่โดนทิ้งระเบิดปรมาณู เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความอัปยศอดสู หวาดกลัวต่อโลกภายนอกให้แก่ชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งหนึ่งที่ควรทราบคือ ตำนานปรัมปราของชาวญี่ปุ่นวาดภาพแผ่นดินอาทิตย์อุทัยเอาไว้อย่างงดงามสูงส่ง ญี่ปุ่นคือแผ่นดินที่พระเจ้า (กะมิ) ทรงสร้าง ญี่ปุ่นไม่เคยพ่ายแพ้ แม้เมื่อเข้าตาจนก็จะได้รับความช่วยเหลือจากเทพเจ้า ดังเช่น ชัยชนะในสมรภูมิรบคิวชู ระหว่างญี่ปุ่นและมองโกล ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๓ เมื่อญี่ปุ่นใกล้แพ้ก็ได้รับความช่วยเหลือจาก “สายลมแห่งเทพเจ้า” พายุไต้ฝุ่นที่พัดกระหน่ำกองทัพมองโกลจนต้องล่าถอยไป หลังจากนั้นญี่ปุ่นก็ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อชนชาติใดอีกเลยจนกระทั่งก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒

ฝูงบินรบของญี่ปุ่นที่เปิดฉากโจมตีฐานทัพเพิร์ลฮาเบอร์ของอเมริกา เป็นที่รู้จักกันในนาม “กะมิกะเซะ – Kamikaze” ซึ่งความหมายของคำคำนี้ในภาษาญี่ปุ่น (神風) ก็คือ “สายลมแห่งเทพเจ้า” นั่นเอง การตั้งชื่อฝูงบินรบเช่นนี้สะท้อนแนวคิดของชาวญี่ปุ่นยุคก่อนสงครามโลกได้เป็นอย่างดีว่า สายลมแห่งเทพเจ้าจะนำชัยชนะมาให้ชาวญี่ปุ่นที่สุด

แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว สายลมแห่งเทพเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นนับถือ จะพัดพาความหายนะอย่างถึงที่สุดมาสู่ประเทศญี่ปุ่นก็ตาม

ความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงเป็นโศกนาฎกรรมที่บั่นทอนบ่อนทำลายความภาคภูมิใจทั้งสิ้นทั้งปวงในตำนานของชาวญี่ปุ่น แต่ก็เป็นเหตุที่ผลักดันให้ชาวญี่ปุ่นต้องหยิ่งทะนงในตนเองยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อหยิ่งทะนงในตนเองจนล้นเกิน ย่อมขาดโอกาสติดต่อสื่อสารในบริบทสากล พร้อมกันนั้นก็ก่อให้เกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า เมื่อได้ประจักษ์ความจริงว่า ความหยิ่งทะนงของตนเองนั้นเป็นเพียงความรู้สึกภายในประเทศ แต่ปราศจากคุณค่าอันใดกับโลกภายนอก

ความรู้สึกนี้ถูกขับเน้นให้เด่นชัดมากขึ้น เมื่อชาวญี่ปุ่นซึ่งแทบจะไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย ต้องสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่ไม่รู้และไม่มีเหตุจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นมากไปกว่าคำว่า สวัสดี ขอโทษ ลาก่อน

ความเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัฒน์ จึงกลายเป็นแรงกดดันให้ชาวญี่ปุ่นต้องพบกับความจริงอันเจ็บปวด

นอกจากนี้ เนื่องจากวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นแบ่งแยกระหว่างภายใน (内 uchi) และภายนอก (外 soto) อยู่เป็นปกติ ทั้งในระดับครอบครัว หน่วยงาน และชุมชน จึงเป็นกลไลทางจิต (defense mechanism) ที่สอดรับกับการแบ่งแยกชาวญี่ปุ่นกับชาวต่างชาติอย่างลงตัว และผลที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าดังกล่าว ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องแสดงออกในลักษณะชนชาตินิยม เพื่อหาจุดยืน ฟื้นคืนความมั่นใจให้กับตนเอง

เราคงไม่อาจทราบได้เลยว่า Gaijin Complex และความรู้สึกชนชาตินิยมของชาวญี่ปุ่นจะยังคงมีต่อไปอีกนานเพียงไร จะมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร แต่อย่างน้อยความรู้สึกนี้คงจะเป็นปัญหาพอสมควรเมื่อญี่ปุ่นต้องเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกใน ค.ศ.๒๐๒๐ ซึ่งจะต้องเตรียมตัวต้อนรับชาวต่างชาติจำนวนมาก ทั้งนักกีฬาและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก หากรัฐบาลญี่ปุ่นขาดการจัดการต่อเรื่องนี้อย่างเหมาะสม ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติคงเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้น

หรือไม่เช่นนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นก็ต้องสร้างโลกจำลองขึ้นมาสำหรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยว เพื่อให้เขาเหล่านั้นรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับนานาประเทศทั่วโลก แม้ว่าความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นจะเป็นเพียงภาพฉากภายนอก (建前 tatemae) ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง (本音 honne) ก็ตาม

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: