๑๘๖. เรียน คุณแม่มาลี [Maleficent] ที่เคารพ

[Spoil Alert]

เพิ่งได้ดูเรื่องคุณแม่มาลี (มาเลฟิเซนต์ – Maleficent) เมื่อสองวันก่อน ยอมรับว่าตอนแรกก็ดูไปตามกระแส แต่หลังจากดูแล้วก็ได้อะไรหลายอย่าง และเมื่อคิดเปรียบเทียบกับเรื่อง Frozen ที่เพิ่งฉายไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้มองเห็นแนวทางของดิสนีย์ (Disney) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ชัดเจนมากขึ้น

ผมสรุปความเห็นบางประการ เท่าที่จะเรียบเรียงได้ในตอนนี้ ซึ่งคงต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่นักวิจารณ์ภาพยนตร์มือฉมัง เป็นแค่เพียงผู้ชมที่สนุกกับภาพยนตร์ไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น ความเห็นของผมอาจจะมีถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างปะปนกันไป แต่ก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง

ถ้าเราติดตามเรื่องมาเลฟิเซนต์ตั้งแต่ตัวอย่างภาพยนตร์ เราจะทราบได้ว่าดิสนีย์กำลังพยายามทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ด้วยการโปรยคำว่า “Don’t believe the fairy tale” หรือ “อย่าเชื่อนิทานกาลครั้งหนึ่ง”

เมื่อได้ชมภาพยนตร์ฉบับเต็ม เราจะทราบได้ทันทีว่า ดิสนีย์กำลังเล่นสนุกกับเทพนิยายปกรณัม โดยจับเอาเรื่องเก่ามาตีความใหม่ มองมุมกลับปรับมุมมอง เลิกดำเนินเรื่องตามโครงเรื่องสำเร็จรูปที่มองความดีและความชั่วเป็นสิ่งตายตัว แต่กลับนำเสนอสารแก่ผู้ชมว่า ความดีและความชั่วเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองและมาตรฐานในการตัดสินความดีงาม

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ภาพยนตร์เรื่องมาเลฟิเซนต์จึงเลิกมองผ่านสายตาของมนุษย์ แล้วเลือกที่จะมองผ่านสายตาของมาเลฟิเซนต์แทน

กลวิธีเล่าเรื่องเช่นนี้ ช่วยให้เราได้เห็นมุมมองของตัวละครที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ แทนที่จะติดอยู่กับมุมมองของมนุษย์ ที่เชื่อว่านางฟ้า แม่มด สัตว์ประหลาดต่างๆ เป็นสิ่งมีชีวิตที่อัปลักษณ์เลวทรามต่ำช้า เรากลับได้เห็นความสวยงามของโลกเวทมนตร์ ได้เห็นความงดงามของเหล่าภูตในโลกที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง

ดิสนีย์เล่าเรื่องเป็นเหตุเป็นผลสอดรับกันตั้งแต่ต้น พยายามปูพื้นให้เห็นพฤติกรรมของมาเลฟิเซนต์ เจ้าชายสเตฟาน (พระราชาสเตฟาน) เจ้าหญิงออโรรา จากเร่ิมต้น แล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยเมื่อเวลาผ่านไป ให้ผู้ชมได้เห็นพัฒนาการทางความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตัวละคร การดำเนินเรื่องของดิสนีย์ในลักษณะนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ไม่มีใครชั่วร้ายมาตั้งแต่ต้น แต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับมาระหว่างนั้นจะส่งผลต่อความคิด และเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่ตามมา

เจ้าชายสเตฟานเติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จึงกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความทะเยอทะยานอย่างเหลือล้น ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในขณะที่มาเลฟิเซนต์อยู่ในโลกเวทมนตร์ที่แตกต่างจากโลกของมนุษย์ เธอไม่เคยรู้จักความทะเยอทะยานของมนุษย์มาก่อน จึงตามไม่ทันอุบายของเจ้าชายสเตฟาน แต่ท้ายที่สุดเธอก็ได้เรียนรู้ และประสบการณ์ที่เธอได้รับก็เป็นบทเรียนที่สอนให้เธอรู้ว่า ความจริงของโลกเป็นเช่นไร 

คำถามที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ เจ้าชายสเตฟานทำถูกหรือไม่ ที่ขโมยปีกของมาเลฟิเซนต์เพียงเพราะพระองค์ทรงปรารถนาราชบัลลังก์จากพระราชบิดา และเรื่องนี้เป็นธรรมต่อมาเลฟิเซนต์มากเพียงไร ที่เธอต้องกลายเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ เพียงเพราะเธอเป็น “นางปีศาจ” ในสายตาของมนุษย์ที่เกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างที่ขัดขวางความยิ่งใหญ่ของตนเอง

ความผิดหวัง ความเจ็บปวด ความโศกเศร้าที่มาเลฟิเซนต์ได้รับมา มากพอหรือยังที่จะทำให้เธอกลายเป็นนางมารร้าย ร่ายมนต์สาปเจ้าหญิงออโรราให้หลับใหลชั่วนิรันดร์

การดำเนินเรื่องโดยมองผ่านสายตาของมาเลฟิเซนต์ แทนที่จะมองผ่านสายของมนุษย์ตามแบบฉบับเดิม ทำให้โลกทัศน์ของผู้ชมเปลี่ยนแปลงไป ภาพยนตร์เรื่องมาเลฟิเซนต์ไม่ได้มองมนุษย์ในฐานะจุดศูนย์กลางของโลก แต่กลับสะท้อนภาพของมนุษย์ที่ถูกหมุนเหวี่ยงไปตามความละโมภโมหันต์ อ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับความหวาดกลัว

ถ้าเราให้พระราชาสเตฟานเป็นตัวแทนของมนุษย์ เราจะได้ภาพของมนุษย์ที่ตระบัดสัตย์ โหดร้ายทารุณ ไร้มนุษยธรรมแม้แต่กับมนุษย์ด้วยกันเอง

ความจริงข้อนี้แสดงให้เห็นว่า ดิสนีย์กำลังสั่นคลอนความเชื่อแบบมนุษยนิยมโรแมนติก (Romantic Humanism) ที่ว่ามนุษย์คือศูนย์รวมของสุนทรียภาพและความดีงาม ดิสนีย์สื่อสารผ่านภาพยนตร์มาเลฟิเซนต์ว่า มนุษย์ไม่มีสิทธิพิพากษาความดีความชั่วของผู้อื่นอีกต่อไป เพราะแท้จริงแล้วตัวมนุษย์นั่นเองที่เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้ายเลวทรามทั้งปวง

สารสำคัญอีกประการหนึ่งที่ดิสนีย์พยายามสื่อผ่านภาพยนตร์เรื่องมาเลฟิเซนต์ คือความหมายของคำว่า “รักแท้”

มาเลฟิเซนต์สาปเจ้าหญิงออโรร่า โดยใช้รักแท้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหญิงรอดพ้นจากคำสาป แต่ที่เธอกล่าวเช่นนั้นก็เพราะเธอเชื่อโดยประสบการณ์ของเธอว่า รักแท้ไม่มีอยู่จริง 

อย่างไรก็ตาม ดิสนีย์ยอมรับว่า รักแท้มีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาวอย่างที่เราคุ้นเคย หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ดิสนีย์ปฏิเสธความรักแท้แบบหนุ่มสาวด้วยซ้ำไป ดังจะเห็นได้ว่า พระราชาสเตฟานเมื่อยังเป็นเจ้าชายไม่ได้มอบความรักแท้ให้กับมาเลฟิเซนต์ เธอจึงโกรธแค้นจนต้องสาปเจ้าหญิงออโรราในวันสมโภชเดือน หรือเจ้าชายฟิลลิปซึ่งคาดกันว่าจะเป็นรักแท้ของเจ้าหญิงออโรรา กลับไม่สามารถปลุกเจ้าหญิงให้ตื่นจากนิทราได้ ไม่เหมือนในนิทานกาลครั้งหนึ่งอย่างที่เราได้ยินมา

ดิสนีย์กำลังบอกกับเราว่า ความรักแท้แบบหนุ่มสาวไม่มีอยู่จริง

แต่ความรักแท้ในแบบฉบับของมาเลฟิเซนต์ กลับกลายเป็นรักแท้ของคนในครอบครัว หรือความรักของคนรักเพศเดียวกัน (homosexual)

บางที ดิสนีย์อาจกำลังพยายามสร้างพื้นที่ให้กับความรักของคนกลุ่มดังกล่าวนี้ก็เป็นได้

อีกอย่างที่น่าคิดคือ ดิสนีย์กำลังปฏิเสธ “รักแรกพบ” อย่างสิ้นเชิง

ทั้งที่ความรักแรกพบ เป็นแก่นแกนของเทพนิยายตะวันตกมานานแสนนาน และที่ผ่านมาดิสนีย์ก็รับเอาความเชื่อนี้มาใช้โดยปราศจากข้อกังขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจ้าหญิงนิทรา (ซึ่งเป็นโครงเรื่องเดิมของมาเลฟิเซนต์) สโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด ซินเดอเรลลา ฯลฯ ล้วนให้ความสำคัญกับรักแรกพบในฐานะตัวแทนของรักแท้ทั้งสิ้น จุมพิตของเจ้าชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน หรือเคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง กลับมีพลังอำนาจลบล้างมนตราของแม่มดผู้ทรงพลัง

แต่เรากลับไม่เห็นภาพดังกล่าวในภาพยนตร์เรื่องมาเลฟิเซนต์

หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ดูเหมือนว่าดิสนีส์กำลังบอกกับผู้ชมว่า รักแรกพบไม่ใช่ตัวแทนของรักแท้อีกต่อไปแล้ว ไม่มีทางที่เจ้าหญิงและเจ้าชายซึ่งพบกันเพียงครั้งเดียวจะครองรักกันด้วยความสุขชั่วนิรันดร์ นิทานกาลครั้งหนึ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังล้วนเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ล่องลอย ไม่มีวันเป็นจริง

ตรงกันข้าม ความรักที่บ่มเพาะผ่านวันเวลาอันยาวนานต่างหาก ที่เป็นความรักที่แท้จริง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดิสนีย์ปฏิเสธรักแรกพบ เพราะในภาพยนตร์เอนิเมชันเรื่อง Frozen ที่เพิ่งฉายไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ราชินีเอลซาก็ปฏิเสธการแต่งงานระหว่างเจ้าหญิงอันนากับเจ้าชายฮานส์มาแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีผู้หญิงคนใดที่ตกลงใจแต่งงานกับผู้ชายที่เพิ่งพบกันเพียงครั้งเดียว

ราชินีเอลซาพูดไว้ถูกต้องทีเดียว

ภาพยนตร์เรื่องมาเลฟิเซนต์ นำเสนอเรื่องราวของเทพนิยายปรัมปราในมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ เหมาะแก่การรับชมเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขวาง ผ่อนคลายทิฏฐิมานะในฐานะมนุษย์ของเราลงไป แล้วหันมาให้คุณค่ากับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย อย่างเช่น นางฟ้า แม่มด และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกเวทมนตร์ เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองจากความชั่วร้าย ให้กลายเป็นความงดงาม

แต่สิ่งที่ดิสนีย์ยังก้าวไปไม่พ้นคือ ยังถือว่าการจูบ/จุมพิต เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงรักแท้ (true love kiss) ตามวัฒนธรรมตะวันตกอยู่เช่นเดิม

Maleficent-2014-Wallpaper

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: