๑๘๕. โค้งทักทาย สไตล์ศิริราช

ผมเคยเขียนถึงการโค้งทักทายของชาวศิริราชไว้เมื่อหลายปีก่อน เมื่อคราวที่ยังเป็นนักเรียนแพทย์ แม้ตอนนี้จะผ่านเวลามาหลายปีแล้ว ความรู้สึกดีๆ ในวัฒนธรรมนี้ก็ยังคงอยู่ในใจไม่เปลี่ยนแปลง

ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดการโค้งเอามากๆ ไม่เฉพาะแต่ที่ศิริราชเท่านั้น แม้เมื่อออกไปทำงานต่างโรงพยาบาล หรือต่างจังหวัด ก็ยังเผลอตัวโค้งให้กับรุ่นพี่ทุกครั้งไป และทุกครั้งที่โค้งให้ รุ่นพี่ก็มักจะบอกว่า “ไอ้นี่จบศิริราช” โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ 

มาอยู่ที่ญี่ปุ่น ผมก็ยังโค้งให้กับอาจารย์และรุ่นพี่อยู่เป็นปกติ

ยอมรับว่า การโค้งเป็นวัฒนธรรมภายในของศิริราช และคงเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนทั่วไป หรือแม้แต่กับน้องใหม่ที่เพิ่งจะข้ามฟากมา หลายคนกังวลว่าการโค้งจะทำให้เป็นคนมือแข็ง ไม่รู้จักการไหว้ ไม่รู้จักนอบน้อม แล้วจะกลายเป็นคนไม่น่ารักในสายตาแบบไทยๆ แต่ผมกลับมองเรื่องนี้ในมุมมองที่ต่างไป ผมคิดการโค้งเป็นการแสดงสัมมาคารวะได้ ทำให้เราดูน่ารักได้ หากทำในบริบทที่เหมาะสม

บทความที่ผมเคยเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน อยู่ในลิ้งค์นี้ ๓๒.ทักทายด้วยการโค้ง…จรรโลงดวงใจรัก 

เกือบทศวรรษในรั้วศิริราช ผมมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะกับน้องใหม่ที่เพิ่งจะข้ามฟากมา ซึ่งแน่นอนว่าคงยังไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมแปลกใหม่ที่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตเดิม เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองฉับพลัน หลายคนก็ตั้งตัวไม่ทัน กลายเป็นความเคอะเขิน อึดอัด อีหลักอีเหลื่อเหลือใจ

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะตัวผมเองเมื่อแรกข้ามฟาก ก็เป็นเหมือนกัน

คงเหมือนกับการที่เราย้ายที่อยู่ หรือเปลี่ยนแปลงกลุ่มเพื่อน จากเดิมที่คุ้ยเคยกับการกระทำอย่างหนึ่ง เมื่อต้องเปลี่ยนไปทำอีกอย่างที่ต่างไป ความเขินอายก็เป็นเรื่องธรรมดา ยังไม่คุ้นชิน ยังไม่กล้าทำ คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา 

การโค้งของศิริราชก็เช่นเดียวกัน เป็นของใหม่สำหรับน้องใหม่ (และแพทย์ประจำบ้านใหม่ที่จบ พ.บ. จากสถาบันอื่น) แรกๆ จึงรู้สึกเกร็ง ไม่กล้าโค้ง กลัวว่าโค้งไปแล้วจะกลายเป็นตัวตลก ยิ่งหากโค้งไปแล้วพี่ๆ ไม่เห็น หรือพี่ๆ ไม่โค้งกลับก็ยิ่งอาย เสียความมั่นใจจนไม่กล้าจะโค้งอีกในครั้งต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ ปี และต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัว

สิ่งที่น่าคิดอย่างหนึ่ง คือ การโค้งของศิริราชเป็นการทักทายระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง นั่นหมายความว่า ทั้งน้องและพี่โค้งให้แก่กัน

ในบางสถาบัน บังคับให้รุ่นน้องต้องไหว้รุ่นพี่ทุกคน โดยรุ่นพี่ไม่จำเป็นต้องไหว้กลับ หากน้องไม่ยอมทำก็หาว่ากระด้างกระเดื่องไม่ยอมตามรุ่นพี่ ไม่สมควรเป็นศิษย์ร่วมสถาบันอะไรทำนองนั้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ผมมองว่าไม่ใช่วัฒนธรรม เป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงอำนาจของรุ่นพี่ (เลวๆ) เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ และทำให้รุ่นน้องโกรธแค้นไปเสียเปล่าๆ

แต่สำหรับที่ศิริราช การให้เกียรติซึ่งกันและกันถือเป็นเรื่องสำคัญ เราจึงไม่บังคับให้น้องต้องไหว้หรือโค้งให้กับรุ่นพี่เพียงฝ่ายเดียว แต่เราทั้งสองฝ่าย, ทั้งรุ่นน้องและรุ่นพี่, ต่างโค้งให้กันด้วยความเต็มใจ

ศิริราชเป็นครอบครัว ไม่ใช่ค่ายทหาร ไม่ใช่คุกตะราง จึงไม่จำเป็นต้องเรียกน้องเข้าห้องเชียร์แล้วบ่นด่าไร้สาระให้เปล่าเปลืองเวลา

มองในแง่นี้ การโค้งแบบศิริราชจึงนับเป็นจุดเริ่มต้น เป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เมื่อน้องพบเจอพี่ น้องโค้งให้พี่ พี่ก็โค้งกลับในแบบเดียวกัน ก้มคอพอๆ กัน ด้วยใจที่อยากรู้จัก อยากทักทายเหมือนๆ กัน

จะโค้งให้แล้วยิ้มด้วยก็ได้

ผมคิดเสมอว่า การโค้งเป็นสิ่งที่เราชาวศิริราชทำด้วยใจ จึงไม่จำเป็นต้องบังคับ ไม่ต้องบ่นด่าว่ากล่าวให้เจ็บช้ำใจหากใครเลือกที่จะไม่ทำ เพียงแต่รับรู้ไว้ว่าเขาคนนั้นไม่คุ้นชินกับสิ่งใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว

แต่ถ้าผ่านเวลาไปพอสมควร เขาคนนั้นเลือกที่จะไม่ทำ ก็รับรู้ว่าเขาไม่ต้องการทักทายเรา ไม่รู้หรือไม่อยากรู้จักเรา ก็เท่านั้นเอง

โดยส่วนตัวผมไม่กังวลหากน้องจะไม่โค้งให้ผม ถ้าเรารู้จักกันเป็นการส่วนตัว ผมมักจะกล่าวทักทายอยู่แล้ว อาจจะสวัสดีหรือสอบถามสารทุกข์สุกดิบอะไรก็ว่ากันไป แต่หากไม่รู้จักกันก็เป็นธรรมดาที่เราจะไม่ได้โค้งให้กัน ผมเองไม่ใช่คนยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่น้องทุกคนจะต้องรู้จัก ดังนั้นถ้าผมอยู่นอกเครื่องแบบ ไม่ได้ห้อยบัตรประจำตัว จะมีน้องที่จำผมไม่ได้แล้วไม่โค้งให้ผมบ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

นอกจากนี้ ผมก็ไม่ได้รู้สึกอับอายหากผมโค้งให้กับรุ่นพี่แล้วไม่ได้รับการโค้งกลับ ผมเข้าใจว่ารุ่นพี่อาจจะไม่ทันสังเกต หรือคงกำลังคิดอะไรเพลินๆ หรือสาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ รุ่นพี่ท่านนั้นไม่ได้จบ พ.บ. จากศิริราช จึงไม่รู้จักการทักทายอย่างนี้มาก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ต่างสถาบันย่อมมีวัฒนธรรมแตกต่างกันเป็นปกติ

วัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญในองค์กร แต่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

พูดในมุมมองของลูกศิริราช วัฒนธรรมการโค้งมีความงดงามอยู่ในตัวของมันเองเสมอ ความงดงามที่ว่านั้นอยู่ที่เอกลักษณ์ในการทักทาย การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเป็นเครื่องแสดงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวศิริราชด้วยกันเอง

ผมรู้สึกดีเสมอเวลาที่โค้งให้กับรุ่นพี่ หรืออาจารย์ แล้วท่านโค้งกลับ มันเหมือนเป็นสัญญาณตอบรับว่าเราคือคนในครอบครัวเดียวกัน – เธอรู้จักฉัน ฉันรู้จักเธอ – และโดยวัฒนธรรมของชาวศิริราชที่อยู่ร่วมกันแบบครอบครัว การตอบรับด้วยการโค้งจึงเป็นการสื่อสารโดยนัยให้รู้ว่า “ฉันจะดูแลเธอ”

ลองคิดกันว่า ผมโค้งให้กับอาจารย์อาวุโส ซึ่งอายุราว ๗๐ – ๘๐ ปี แล้วท่านโค้งผมกลับด้วยกิริยาท่าทางอย่างเดียวกัน มันน่าชื่นใจ น่าภาคภูมิใจมากเพียงไร มันสื่อความหมายอย่างชัดเจนตรงตัวอยู่แล้วว่า ท่านรู้จักเรา ท่านยอมรับเรา และท่านกำลังให้เกียรติเราในแบบเดียวกัน

ด้วยความรู้สึกอย่างเดียวกัน ผมจึงโค้งให้กับรุ่นน้องทุกครั้ง เพราะผมคิดว่าเรารู้จักกันแล้ว น้องคือคนในครอบครัวเดียวกัน และผมในฐานะรุ่นพี่มีหน้าที่ต้องดูแลน้องคนนี้ต่อไป

อาจารย์สัญญา (ศ.นพ.สัญญา สุขพณิชนันท์) กล่าวในการอบรมรับน้องข้ามฟากเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๖ ว่า “เวลาเราโค้งกัน ตอนเป็นเฟรชชี่ เห็นใจพี่เพราะว่าพี่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี น้องจึงโค้งด้วยความสนิทใจ แล้วพอเรามีน้องเราต้องทำตัวให้ดี น้องที่มาใหม่จึงอยากโค้งเราจากใจจริงๆ .. การที่พี่น้องโค้งกัน สบตากัน แล้วพี่จะรู้สึกว่าน้องอยากได้อะไร เราก็ถึงไหนถึงกัน”

ที่ศิริราช พี่คอยดึง เพื่อนประคอง น้องช่วยดัน – ผมเชื่ออย่างนี้เสมอครับ

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: