๑๘๓. เรียนให้เป็น เที่ยวเล่นซะบ้าง

 [เรียบเรียงจากบทความ Have A Social Life]

ในหนังสือ 17 Simple Strategies To Survive Your PhD ยังมีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวเนื่องกับชีวิตของนักเรียน ป.เอก อีกหลายบทความ หนึ่งในนั้นคือเรื่อง Have A Social Life ซึ่งผมเลือกหยิบมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยเอาไว้ในคราวนี้

ผม คิดว่าบทความในหนังสือเล่มนี้มีประโยชน์กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ป.เอก หรือนักเรียนแพทย์ก็สามารถนำไปปรับใช้กับตนเองได้เช่นกัน

ย้ำ อีกครั้งว่า ผมไม่ได้แปลบทความนี้ตรงตามตัวอักษร แต่เก็บใจความมาเรียบเรียงตามความเข้าใจ บางประโยคก็ตัดทอน บางประโยคก็เพิ่มเติมเข้าไป แต่ยังคงสาระสำคัญของบทความเอาไว้เช่นเดิม

Julio Peironcely ผู้ เขียนบทความนี้ แนะนำนักเรียน ป.เอก ไว้ว่า แม้การเรียนจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ละทิ้งไปไม่ได้ แต่การเรียนก็ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ควรจัดตารางเวลาให้กับการท่องเที่ยวบ้าง พบปะผู้คนบ้าง ทำกิจกรรมผ่อนคลายบ้าง ไม่ใช่เอาแต่อุดอู้อยู่กับตำราหรืองานวิจัยเพียงอย่างเดียว

การ ใช้ชีวิตนอกห้องเรียนไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย ตราบเท่าที่ไม่กระทบต่อคนอื่นๆ สิ่งสำคัญที่ควรระลึกอยู่เสมอคือ นักเรียนก็คือนักเรียน ไม่ใช่ทาสของการเรียน จึงควรใช้ชีวิตให้คุ้มค่ารอบด้าน แบ่งเวลาสำหรับงานอดิเรกอื่นๆ ที่ตนเองสนใจ เพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นในโลกแห่งความจริง

ห้องเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่มีใครอยู่ในห้องเรียนทั้งชีวิต

เรา อาจเลือกทำกิจกรรมได้หลากหลายตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในชมรมกีฬา วาดภาพ ดนตรี การแสดง สันทนาการ เรียนภาษา ทำอาหาร อาสาสมัครเพื่อสังคม ฯลฯ การทำกิจกรรมนอกห้องเรียนช่วยให้เราได้พบปะผู้คน ได้ใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อนๆ เป็นการบริหารเวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้อีกทาง

ประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งคือ การกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับทำกิจกรรมนอกห้องเรียนไว้ล่วงหน้า ช่วยให้เราทำงานในการเรียนของเราได้เสร็จทันเวลา หรืออย่างน้อยก็เป็นตัวกระตุ้นให้เรารู้จักบริหารเวลาและทำงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

เมื่อ อยากจะมีเวลาว่างทำกิจกรรม อื่นๆ ก็ต้องรีบเคลียร์งานหลักในเสร็จทันเวลาและมีคุณภาพ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเดือดร้อนกับงานที่คั่งค้างในภายหลัง

ผมคิดว่าจุดนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญที่แบ่งแยกระหว่าง “นักกิจกรรม” กับ “คนลุ่มหลงกิจกรรม” ใน ขณะที่นักกิจกรรมรู้จักวางแผนงาน บริหารเวลาสำหรับกิจกรรมและการเรียนอย่างเหมาะสม ไม่เสียทั้งสองทาง แต่คนที่ลุ่มหลงกิจกรรมจะใช้เวลาหมดไปกับการเที่ยวเล่นนอกห้องเรียนจนเกิน เหตุ ไม่คิดใส่ใจกับการเรียน เมื่อเกิดปัญหาการเรียนก็อ้างว่าตนเป็นนักกิจกรรม ทั้งที่จริงแล้วความผิดอยู่ที่การบริหารเวลาของตนเอง

นักเรียน บางคนอาจรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนบางคนที่ “ดูเหมือน” ว่าเป็นคน “บ้างาน” (workaholic) หรือในที่นี้น่าจะเทียบเคียงได้กับคนที่ “บ้าเรียน” ในกรณีเช่นนี้ควรกลับมาพิจารณาให้ดีว่า การเรียนอย่างบ้าคลั่ง ใช้พลังชีวิตทั้งหมดไปกับตำราเพียงอย่างเดียวนั้นให้ผลลัพธ์กลับคืนมาคุ้ม ค่ามากเพียงไร มีความสุขเพียงไร และจะดีกว่าหรือไม่หากรู้จักกำหนดเป้าหมายให้ชัด บริหารเวลาให้สมดุลทั้งการเรียนและกิจกรรม 

ถ้า เอาแต่ เรียนเพียงอย่างเดียว ย่อมขาดทักษะชีวิตในด้านอื่นๆ ทางที่ดีควรหาโอกาสผ่อนคลายด้วยกิจกรรมเพิ่มเติมนอกห้องเรียน โดยไม่ปล่อยให้เสียการเรียน ไม่เช่นนั้นแล้วโลกทั้งโลกก็จะเหลือแต่เพียงแค่ในตำรา กับคำถามจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ว่า “อ่านหนังสือเตรียมสอบไปถึงไหนแล้ว ?”

นอกจากนั้นแล้ว ไม่มีอะไรอีกเลย …

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: