๑๘๑. ญี่ปุ่นช้ำใจ เมืองไทยฟินๆ : ประวัติศาสตร์ความฟินแห่งพระราชอาณาจักรไทย

เวลาที่เราอ่านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่ สิ่งหนึ่งที่เราจะสัมผัสได้ คือความรู้สึกอัปยศอดสูของชาวญี่ปุ่น ความรู้สึกบอบช้ำจากการกระทำของประเทศรอบข้าง โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา

ประวัติศาสตร์ฉบับทางการของญี่ปุ่นก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่ขับเน้นชัยชนะของตนเองที่ได้มาด้วยความภาคภูมิใจ หรือไม่เช่นนั้นก็สะท้อนความเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้อันเกิดจากเหลี่ยมเล่ห์เพทุบายของชาติอื่นๆ แต่กลับปิดบังซ่อนเร้นความเลวร้ายของตนเองให้ลบเลือนไปในกาลเวลาและความทรงจำ

ญี่ปุ่นเป็นชาติหนึ่งที่หยิบเอาบางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์ในระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาปลุกเร้าความรู้สึกคลั่งชาติ หรือชาตินิยม (nationalism) ให้เห็นถึงความเลวร้ายของมหาอำนาจตะวันตก ให้สำนึกถึงความสูญเสียนานัปการของชาวญี่ปุ่นในสงคราม และเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นถอยไปไม่ได้อีกแล้ว ทางเดียวที่จะอยู่รอดได้คือ ต้องรวมกำลังเข้าต่อสู้กับศัตรูรอบทิศ

แน่นอนว่า ความโหดร้ายทารุณของทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถูกกลบเกลื่อนไว้ภายใต้แนวคิดดังกล่าวนี้

เหตุที่ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสุดโต่งทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า Outweight State of Humiliation หรือ ความรู้สึกอัปยศอดสูอย่างเหลือล้น กล่าวคือ เป็นการส่งผ่านความรู้สึกเจ็บช้ำจากการกระทำของศัตรูต่างชาติ เพื่อหลอมรวมน้ำใจของคนในชาติเข้าต่อสู้กับศัตรู แนวคิดดังกล่าวนี้แพร่หลายทั่วไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นแก่นแกนประวัติศาสตร์ยุคใหม่ในหลายประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก และเป็นแนวคิดสำคัญที่ชนชั้นนำใช้ปลุกใจประชาชนให้ลุกขึ้นต่อสู้กับประเทศเจ้าอาณานิคม

ประเทศญี่ปุ่นไม่เคยตกอยู่ใต้อาณานิคมก็จริง แต่ความบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยเฉพาะการเป็นประเทศเดียวที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูถึง ๒ ครั้งติดต่อกัน ก็เป็นความอัปยศที่มากพอจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกใจชาวญี่ปุ่นให้รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ผลักดันตนให้หลุดพ้นจากความอัปยศในครั้งนั้น

แม้แต่ประเทศไทยที่ภาคภูมิใจอยู่เสมอว่าไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติใด ก็ยังก้าวไปไม่พ้นแนวคิดดังกล่าวนี้ ถึงแม้จะไม่รุนแรงเท่ากับในหลายๆ ประเทศ แต่ก็บ่มเพาะความเกลียดชังในจิตใจได้ไม่น้อยไปกว่ากัน เราอาจทบทวนเรื่องราวจากตำราประวัติศาสตร์ไทยได้ว่า เหตุที่ไทยเป็นศัตรูกับจีน ขอม มอญ พม่า ลาว เขมร ฯลฯ ก็เพราะชนชาติเหล่านี้เคยรุกรานไทยมาหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ “เผ่าไทย” ปรากฏตัวขึ้นบนโลกใบนี้

ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์ในแนวทางนี้มานาน นับแต่เริ่มกระบวนการสร้างรัฐชาติ ตามแนวทางราชาชาตินิยม (royal nationalism) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพัฒนามาเป็นแนวคิดชาตินิยมทางการ (official nationalism) นำโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และถูกกลั่นให้เข้มข้นมากขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลย์สงคราม ร่วมกับนักประวัติศาสตร์ชาตินิยมคนสำคัญในยุคนั้น คือ พลตรีวิจิตร วิจิตรวาทการ จนกระทั่งกลายเป็นลัทธิชาตินิยมล้มเกิน (hypernationalism)

หากอ้างอิงตำราฉบับทางการ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของเผ่าไทยนับแต่ปรากฏตัวขึ้นบนแผ่นดินเอเชีย สร้างบ้านแปงเมืองจนรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ แต่ก็ถูกรุกรานจากข้าศึกต่างชาติมานับครั้งไม่ถ้วน จนต้องถอยร่นจากกลางแผ่นดินเอเชียมาสิ้นสุดลงตรงคาบสมุทรอินโดจีน ไม่สามารถถอยได้อีกต่อไป แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าการศึกสงครามจะสิ้นสุดลง ชนชาติไทยยังคงถูกขนาบด้วยข้าศึกรอบด้านอยู่ตลอดเวลา

อาจจะมีคนสงสัยว่า หากประเทศไทยเขียนประวัติศาสตร์ผ่านความอัปยศอดสูอย่างนี้จริง เพราะเหตุใดคนไทยจึงยังย่ำอยู่กับที่ หรือบางทีก็ถอยหลัง ไม่รู้สึกฮึดสู้แบบชาวญี่ปุ่น และ/หรือ อดีตประเทศใต้อาณานิคมอื่นๆ

คำตอบสำคัญที่ทำให้ชาวไทยไม่รู้สึกฮึดสู้มากเท่ากับประเทศอื่นเหล่านั้น คือความรู้สึกที่ว่า “สุดท้ายเราก็รอดพ้นภยันตรายทั้งปวง ยืนหยัดตนเป็นเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้”

ความเป็นเอกราชของไทย ทำให้คนไทยภาคภูมิใจว่าตนเองอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าประเทศข้างเคียง ซึ่งล้วนแต่เคยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตกแทบทั้งสิ้น

ความภาคภูมิใจดังกล่าวนี้ กลายเป็นคำตอบสำเร็จรูปให้กับปัญหาทั้งปวงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ความรู้สึกอัปยศอดสูที่ไทยเคยได้รับจากการกระทำของชาวต่างชาติ เช่น ถูกจักรวรรดิจีนรุกรานจนต้องถอยร่น ถูกพม่าเผากรุงศรีอยุธยา ถูกลาวเขมรลอบปล้นสะดม ถูกอังกฤษและฝรั่งเศสคุกคามจนต้องยอมเสียดินแดน ฯลฯ และปัญหานานัปการที่เคยเกิดขึ้นตลอดช่วงประวัติศาสตร์ ทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยคำตอบอย่างเดียวกัน นั่นคือ ท้ายที่สุดเราก็รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ทั้งปวงมาได้ ไม่ว่าจะด้วยพลานุภาพของเทวาอารักษ์ มเหศักดิ์หลักเมือง หรือด้วยพระบุญญาธิการของบุรพกษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์

คำตอบนี้ทำให้ประเทศไทยรู้สึกว่า ได้เดินทางมาจนถึงจุดสุดยอดทางประวัติศาสตร์แล้ว หรือหากจะกล่าวอย่างกระชับ คงต้องบอกว่า คำตอบนี้ “ฟิน” อย่างถึงที่สุด

ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าประวัติศาสตร์แห่งความอัปยศอดสูเป็นเรื่องดี ตรงกันข้ามหากเราเน้นย้ำแนวคิดทำนองนี้อยู่เสมอ กลับจะยิ่งโหมกระพือความเกลียดชังระหว่างชนชาติให้ลุกลามมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างด้วยคำตอบสำเร็จรูปเหมือนกันทั้งหมด ก็ทำให้ประเทศไทยทะนงตน หยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้ว “ฟิน” กับความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา จนไม่ทันตระหนักรู้ว่า อดีตไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้

คงไม่คาดหวังว่าประเทศไทยจะฮึดสู้เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น เพราะไทยกับญี่ปุ่นมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีทรัพยากรและบุคลากรที่มีคุณภาพแตกต่างกัน คงเปรียบมวยกันไม่ได้ นอกจากนี้ยังไม่ต้องการให้ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์แห่งความอัปยศอดสูเพิ่มเติมขึ้นมาเพียงเพื่อจะปลุกความรู้สึกคลั่งชาติให้มากไปกว่าเดิม เพราะเพียงเท่านี้ประเทศไทยก็เป็นศัตรูกับประเทศรอบข้างมากพออยู่แล้ว

ประเด็นสำคัญที่อยากจะกล่าวถึงในที่นี้คือ คำตอบสำเร็จรูปที่ท่องจำกันมาตลอดนั้น ไม่ใช่คำตอบสากลสำหรับอธิบายทุกปัญหาในสังคมไทย และถึงแม้จะใช้อธิบายได้จริงก็คงไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาใดๆ นอกเสียจากผลิตซ้ำความซาบซึ้งในอดีตที่ยิ่งใหญ่ และความเคลิบเคลิ้มใจเพียงชั่วครู่ชั่วคราว

ที่เลวร้ายกว่านั้น อาจจะทำให้ประเทศไทยหยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อเสพสมความสุขที่ผ่านมา พอใจกับอดีตที่เคยเป็น จนไม่คิดจะก้าวหน้าไปไกลกว่าเดิม

คงถึงเวลา หรืออาจจะล่วงเลยเวลามานานแล้ว ที่ประเทศไทยจะผ่อนเพลาความรู้สึก “ฟิน” อย่างนี้ลงไปบ้าง ลืมตามองความเป็นจริงว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ ณ ที่ใด มีสภาพแท้จริงอย่างไร และจะพัฒนาก้าวหน้าต่อไปในทิศทางใด ตลอดจนกวาดสายตามองไปรอบด้าน เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์รอบตัว มากกว่าจะมัวหลับตาแล้วจินตนาการไปตามใจตนเอง

เราไม่จำเป็นต้องสร้างรู้สึกอัปยศอดสูให้มากขึ้นกว่าเดิม เราไม่จำเป็นต้องเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อเป็นศัตรูกับใครต่อใคร เราต่อสู้กับความภาคภูมิใจเก่าๆ ของเราให้ได้ก่อนน่าจะดี

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: