๑๗๖. จะปะนีสึ อิงกึริชชุ [ภาษาอังกฤษสไตล์ญี่ปุ่น] ตอนแรก

ตั้งชื่อเรื่องไว้อย่างนี้ ก็พอจะบอกใจความสำคัญของบทความได้พอสมควร

บทความนี้ ผมตั้งใจรวบรวม “เอกลักษณ์” ภาษาอังกฤษสไตล์ญี่ปุ่น จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนญี่ปุ่น แต่ด้วยความอ่อนด้อยภาษาญี่ปุ่นของผมเอง จึงต้อง (พยายาม) ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางหลักในการสื่อสาร แม้ส่วนใหญ่แล้วจะพูดคุยกันเข้าใจ แต่บางครั้งก็ติดสตั๊นอยู่บ้างเหมือนกัน

ครั้งหนึ่ง พี่ postdoc ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นบอกกับผมว่า ให้ลองค้นหาข้อมูลของยีน th เอาไว้ด้วย เพราะอาจจะต้องใช้สาร “ไทโระชิน ไฮโดะโระกิชิเรสึ” ในการทดลอง ผมได้ยินแล้วก็อึ้งอยู่ชั่วขณะ กว่าจะเข้าใจว่ามันคือเอ็นไซม์ tyrosine hydroxylase

ผมร่างบทความนี้ไว้หลายวัน แต่ยาวเกินไป จึงขอตัดทอนลงให้พอเหมาะสำหรับอ่านออนไลน์ น่าจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเอกลักษณ์ของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นกว่าเดิม

๑. ไวยากรณ์ญี่ปุ่นแตกต่างจากไวยากรณ์อังกฤษ ลำดับคำในภาษาญี่ปุ่นเป็น S + O + V ในขณะที่ภาษาอังกฤษเป็น S + V + O เหมือนภาษาไทย คนญี่ปุ่นทั่วไปจึงมักใช้ประโยคภาษาอังกฤษแบบกระชับ บางทีก็ห้วนๆ จบเป็นประโยคๆ ไป แตกต่างจากคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษแบบ run-on sentence

๒. ภาษาญี่ปุ่นมีจำนวนเสียงจำกัด เสียงพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่นมีเท่ากับจำนวนพยัญชนะ เป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดความสามารถในการออกเสียงภาษาต่างประเทศของชาวญี่ปุ่น และยิ่งเมื่อเขียนคำทับศัพท์ด้วยคะตะกะนะแล้ว หลายเสียงก็คลาดเคลื่อนไปไกล

๓. พยางค์ในภาษาญี่ปุ่นมีเสียงที่ตายตัว พยางค์ในภาษาญี่ปุ่นมีจังหวะสั้นและยาว เมื่อประสมเป็นคำต่างประเทศก็ยังคงจังหวะสั้นยาวไว้ดังเดิม เช่น icecream (ไอซฺ-ครีม) ชาวญี่ปุ่นออกเสียงว่า ไอ-สึ-คึ-รี-มึ แยกเป็นพยางค์ได้ถึง ๕ พยางค์ แทนที่จะเป็น ๒ พยางค์เหมือนคำศัพท์เดิม

๔. เสียงพยางค์ในภาษาญี่ปุ่นจำกัดการออกเสียงกึ่งมาตราและเสียงเสียดแทรก (fricative sound) ชาวญี่ปุ่นทั่วไปไม่สามารถออกเสียงดังกล่าวได้ จึงออกเสียงเต็มคำ เช่น เน็ก-กึ-สึ-โตะ (next) กึ-รัน-โดะ (gland) สึ-มา-โตะ (smart) เท-สึ-โตะ (test)

๕. เสียงบางเสียงต้องสร้างขึ้นมาใหม่ จำนวนเสียงที่จำกัดบังคับให้ชาวญี่ปุ่นต้องประสมเสียงขึ้นมาใหม่ หรือเลื่อนเป็นเสียงอื่นที่ใกล้เคียง คำที่พอจะเป็นตัวอย่างได้ คือ เสียง [แอรฺ] ชาวญี่ปุ่นออกเสียงว่า [เอะ+อะ] เช่น ปึ-รี-เปะ-อะ (prepare) เท-กึ-เคะ-อะ (take care) เชะ-อะ-อุ-เอะ-อะ (shareware) เป็นต้น หรือเสียง [เออรฺ] จะออกเสียงว่า [อา] เช่น เอะ-สึ-กะ-เร-ตา (escalator) โค-นา (corner) สึ-นี-กา (sneaker) เป็นต้น

๖. เสียงพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียงตัวสะกด ถ้าต้องการเสียงตัวสะกดต้องเติมเสียงพยางค์ท้ายเพิ่มเข้าไปคล้ายพยัญชนะสังโยคในภาษาบาลี ตัวอย่างที่นิยมกล่าวถึงคือคำว่า McDonald ซึ่งชาวญี่ปุ่นออกเสียงว่า มะ-คึ-โดะ-นะ-รึ-โดะ หรือคำอื่นๆ เช่น อิน-ตา-เน็ต-โตะ (internet) เซ็ก-กึ-สึ (sex) บึ-ริจ-จิ (bridge) อิง-กึ-ริช-ชุ (English) เป็นต้น

๗. เสียงตัวสะกดแท้ในภาษาญี่ปุ่นคือ ん เสียง อึ้น เขียนแทนด้วยตัว n ในอักษรโรมัน แต่เสียง ん เป็นเสียงนาสิกที่ผันไปตามเสียงของตัวอักษรที่ตามมา บางครั้งจึงเป็นเสียง [ง] เสียง [น] หรือเสียง [ม] เช่น อิง-กะ-มึ (income) อิน-ไซ-โดะ (inside) หรือ อิม-ปุต-โตะ (input)

๘. เสียง สึ อาจใช้เป็นเสียงตัวสะกด [s] คำในภาษาญี่ปุ่นที่ลงท้ายด้วยเสียง สึ มักกลายเป็นเสียงเสียดแทรก เช่น です อ่านว่า เดะ-สึ หรือ เด็สฺ ก็ได้ เมื่อนำมาใช้ในภาษาอังกฤษจึงออกเสียงปะปนกัน เช่น campus ออกเสียงได้ทั้ง เคียม-ปะ-สึ และ เคียม-ปัสฺ หรือคำว่า kiss ก็ออกเสียงได้ทั้ง คิ-สึ และ คิสฺ เป็นต้น

๙. ภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียงควบกล้ำ เมื่อออกเสียงคำควบกล้ำภาษาอังกฤษจึงต้องประสมคำใหม่ขึ้นมา เช่น กึ-ระ-มึ (gram) คึ-โระ-มึ (chrome) โทะ-รัง-กึ (trunk)

๑๐. ภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียง [v] เสียง [v] คล้ายเสียง [ว] ผสม [ฟ] ในภาษาไทย แต่ญี่ปุ่นไม่มีเสียงนี้ และไม่สามารถผสมเสียงขึ้นใหม่จากเสียงที่มีอยู่เดิมได้ จึงเลื่อนไปใช้เสียง [b]/[บ] แทน เช่น เอะ-เระ-เบ-ตา (elevator) อิม-เบ-ดา (invader) อิม-บะ-ริด-โดะ (invalid) อี-บึน (even) บิ-เดะ-โอะ (video)

ติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้าครับ

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: