๑๗๒. เรื่องเล่าชาวอาทิตย์อุทัย [วันชาติประเทศญี่ปุ่น ๒๐๑๔]

เนื่องในวันชาติประเทศญี่ปุ่น (建国記念の日 kenkoku kinen-no-hi : ๑๑ กุมภาพันธ์) ประจำปี ค.ศ.๒๐๑๔ ในฐานะของชาวต่างชาติ (外人 : Gaijin) ที่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น ก็ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นบ้างเล็กน้อย ตามที่เคยอ่านเคยรู้มา

ประเทศญี่ปุ่นประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่นับร้อยนับพัน คั่นแยกจากผืนแผ่นดินใหญ่ด้วยกระแสน้ำและคลื่นลมที่รุนแรงในมหาสมุทร ลักษณะภูมิประเทศที่ค่อนข้างแยกตัวเช่นนี้ช่วยให้ญี่ปุ่นรอดพ้นจากการถูกรุกรานจากอาณาจักรข้างเคียง ในขณะเดียวกันก็ง่ายต่อการแยกตัวจากประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประเทศญี่ปุ่นถูกรุกรานจากโลกภายนอกเพียง ๒ ครั้ง คือ ๑) การรุกรานจากจักรวรรดิมองโกล (ราชวงศ์หยวน) ซึ่งกรีธาทัพเข้าทำศึกกับราชอาณาจักรยะมะโตะ (ญี่ปุ่นโบราณ) ในช่วงคริสตศตวรรษที่ ๑๓ แต่ไม่สำเร็จ จักรพรรดิมองโกลต้องทรงเลิกทัพกลับเนื่องจากพายุไต้ฝุ่นโหมกระหน่ำสมรภูมิรบที่เกาะคิวชู และ ๒) การรุกรานจากประเทศตะวันตกในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังคงแทรกแซงการเมืองภายในของญี่ปุ่นหลังจากนั้นต่อเนื่องมาอีกพักใหญ่

ก่อนคริสตศตวรรษที่ ๑๐ ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้รับจากจักรวรรดิจีนและประเทศเกาหลี ซึ่งติดต่อสัมพันธ์กับชาวญี่ปุ่นอยู่เป็นระยะ แต่ภายหลังคริสตศตวรรษที่ ๑๐ จนถึงช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๕ ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายปิดประเทศ โดยติดต่อกับจักรวรรดิจีนแต่เพียงเล็กน้อยตามความจำเป็น

ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๕ ญี่ปุ่นเปิดประเทศติดต่อกับชาติตะวันตก เรียนรู้แนวความคิดและเทคโนโลยีจากชาวตะวันตกอย่างขนานใหญ่ แต่การเปิดประเทศก็เป็นไปในระยะเวลาราว ๑๕๐ ปีเท่านั้น ก่อนที่รัฐบาลโชกุนจะตัดสินใจปิดประเทศอีกครั้งในปี ค.ศ. ๑๖๔๑ โดยยังคงความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกไว้เพียงประเทศเดียว คือ ฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์)

กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกบังคับให้ญี่ปุ่นต้องเปิดประเทศอีกครั้งในปี ค.ศ. ๑๘๕๔ ตามคำสั่งของนายพลเรือจัตวาเพอร์รี่ (Commodore Perry) ผู้บังคับการเรือรบของสหรัฐอเมริกา การเปิดประเทศครั้งนี้เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นได้เรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลก เรียนรู้เทคโนโลยี วัฒนธรรมและระบบคิดแบบตะวันตก ความตระหนักรู้ถึงอิทธิพลจากโลกภายนอกทำให้ญี่ปุ่นเร่งพัฒนาตนเองจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมภายในระยะเวลา ๘๐ ปี

ความเจริญก้าวหน้าของญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากแรงผลักดันภายใต้แนวคิดชาตินิยม (Nationalism) และลัทธิทหารนิยม (Militarism) ซึ่งพัฒนาถึงขีดสุดภายใต้การปกครองของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ (裕仁天皇 : Hirohito Tennō) ญี่ปุ่นในยุคนั้นมีสถานะเป็นจักรวรรดิมหาอำนาจแห่งหนึ่งในโลก และพระองค์ดำรงพระราชอิสรยยศในฐานะประมุขสูงสุดแห่งรัฐ

ตามความเชื่อของลัทธิชินโต สมเด็จพระจักรพรรดิ (天皇 : Tennō) ทรงเป็นเทวบุตรซึ่งสืบสันตติวงศ์จากพระผู้เป็นเจ้า จึงทรงดำรงสถานะเทพเจ้า (God) เช่นเดียวกัน ความเชื่อนี้คล้ายกับลัทธิขงจื้อที่ยกย่องสมเด็จพระจักรพรรดิจีนว่าเป็นโอรสสวรรค์ แต่แตกต่างจากความเชื่อเทวราชาของอินเดียและอุษาคเนย์ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทวราช (God-like) ส่วนพระพุทธศาสนานั้นถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็น “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” (the Great Elect)

ความเชื่อมั่นในลัทธิชาตินิยมและแสนยานุภาพของกองทัพ ตลอดจนความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นในขณะนั้น นำพาจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝั่งทวีปเอเชียตะวันออกไกล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สงครามมหาเอเชียบูรพา” สงครามครั้งนั้นเป็นการประกาศเกียรติภูมิครั้งยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่นและพระราชวงศ์ยะมะโตะ พร้อมกันนั้นก็นำไปสู่จุดจบอันบอบช้ำอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่

ความสัมพันธ์ของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศใกล้เคียงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วยเหตุที่ประเทศญี่ปุ่นมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอสำหรับผู้อยู่อาศัยภายในประเทศ ไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางติดต่อกับประเทศข้างเคียงให้ลำบาก และไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกรุกราน ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นไปตามความต้องการของญี่ปุ่นเป็นหลัก เมื่อใดที่ญี่ปุ่นมีความพร้อมก็จะเปิดประเทศรับวิทยาการจากภายนอก เมื่อใดที่เกิดปัญหาก็พร้อมจะปิดประเทศ ตัดขาดความสัมพันธ์กับประเทศข้างเคียง

ความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้ทำให้ญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ ญี่ปุ่นในอดีตเปิดประเทศรับวิทยาการจากโลกภายนอกแล้วก็ปิดประเทศต่อเนื่องยาวนานนับศตวรรษ วิทยาการต่างๆ เหล่านั้นจึงมีพัฒนาการที่แยกขาดจากโลกภายนอก แต่ถูกปรับประยุกต์ให้กลายเป็นญี่ปุ่น (Japanization) เหมาะสมกับความต้องการและวัฒนธรรมภายในประเทศ แม้แต่พระพุทธศาสนาซึ่งญี่ปุ่นได้รับจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ได้ผสมผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมอย่างลัทธิชินโต จนกระทั่งพัฒนาเป็นต้นธารอารยธรรมญี่ปุ่นอย่างในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ดังกล่าวมานี้ หล่อหลอมความรู้สึกเป็นเอกเทศ และหล่อเลี้ยงความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นมาเนิ่นนานตลอดระยะเวลานับพันปี นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นมีทักษะพิเศษในการเรียนรู้วิทยาการจากโลกภายนอกแล้วนำมาพัฒนาให้ก้าวหน้าในแบบของตนเอง

หมายเหตุ บทความนี้เรียบเรียงจากบทนำในหนังสือ The History, Religion and Pride of Japan ต้นฉบับโดย Yamakuse Yoji และ Daniel Warriner โดยปรับปรุงเพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วนตามความเหมาะสม

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: