๑๗๑. เรื่องเล่าชาวนาไทย ในความทรงจำ

เรื่องเล่าชาวนาไทย ในความทรงจำ

ที่กล่าวว่า “ในความทรงจำ” ไม่ได้หมายความว่าเป็นประสบการณ์ของผมในฐานะชาวนา หากแต่เป็นเรื่องราวที่เคยอ่านเมื่อเรียน ศศ.บ. ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำหลังเรียนจบ นำมาบอกเล่าสู่กันฟัง ในวาระที่หลายคนกำลังรุ่มร้อนกับผลกระทบของนโยบายรัฐต่อชาวนาไทย

ผมเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ ก็รู้แต่เรื่องเก่าๆ เท่านั้นเอง

ก่อน พ.ศ.๒๓๙๘ ชาวนาไม่ได้เป็นอาชีพที่แยกขาดจากอาชีพอื่นๆ ในสมัยนั้นการทำนาเป็นกิจกรรมหลักของไพร่เกือบทุกครัวเรือน ปลูกข้าวได้มาก็เก็บไว้กิน ส่วนเกินหักเป็นภาษีหลวง และมอบตอบแทนแก่มูลนายตามสมควร

พ.ศ. ๒๓๙๘ สยามทำสนธิสัญญาการค้ากับอังกฤษ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สนธิสัญญาเบาริ่ง” สนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้สยามต้องเสียเปรียบการค้าหลายประการ เก็บภาษีสินค้าเข้าได้เพียงร้อยละ ๓ ฯลฯ รวมถึงต้องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับอังกฤษ แต่ผลประโยชน์ของสยามที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ สยามได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก

สินค้าส่งออกที่สำคัญของสยามในสมัยนั้นคือ ข้าว จนถึงกับกล่าวกันว่าสยามเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก 

นอกจากเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังเกิดระบบการค้าและการแบ่งงานกันทำในสังคมสยาม ชาวสยามเกือบทั้งหมดเป็นไพร่ติดที่ มีสังกัดมูลนาย ไม่สามารถโยกย้ายภูมิลำเนาได้ตามใจชอบ อาชีพที่ดีที่สุดอาชีพหนึ่งในสมัยนั้นคือการทำนา เพราะเป็นสินค้าส่งออกราคาสูง ดีกว่าค้าขายทั่วไป คนไทยจึงทำนา ไม่ยอมทิ้งที่นา ปล่อยให้ชาวจีนทำหน้าที่ค้าขายแทน ซึ่งก็เหมาะสมเพราะขาวจีนไม่อยู่ในระบบไพร่ สามารถเดินทางค้าขายได้ทั่วพระราชอาณาจักร

เมื่อการทำนาค้าข้าวเฟื่องฟู สยามพยายามเร่งผลิตข้าว วิธีการเพิ่มผลผลิตของสยามคือการขยายพื้นที่เพาะปลูกให้เพิ่มมากขึ้น แต่ปริมาณข้าวต่อพื้นที่เพิ่มขึ้นไม่มาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนการขยายพื้นที่ทำนา หักร้างถางพง หากใครบุกเบิกพื้นที่ก็อาจได้รับกรรมสิทธิ์ในพื้นที่นั้น

การได้รับกรรมสิทธิ์หลังบุกเบิกพื้นที่เปิดโอกาสให้เกิดการคอรัปชั่น บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามได้รับพระบรมราชานุญาตในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นผู้แทนสัมปทานขุดคลองในพระนคร มีงานสำคัญคือ การขุดคลองที่ทุ่งรังสิต โดยได้รับพระราชทานกรรมสิทธิ์พื้นที่สองฝั่งคลองเป็นสิ่งตอบแทน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเร่งบุกเบิกพื้นที่ขุดคลองเพื่อกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่คลองที่ขุดนั้นใช้ได้เพียงไม่นานก็ตัน ต้องขุดใหม่ หรือถมดินทับ

ชาวนาได้รับประโยชน์จากการขุดคลองในครั้งนี้จริง แต่ไม่ใช่ประโยชน์ถาวร นอกจากนี้พื้นที่ริมฝั่งคลองยังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของสัมปทาน คือชาวต่างชาติ พระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ และขุนนางอีกจำนวนหนึ่ง

การค้าข้าวของไทยยังได้รับผลประโยชน์ที่น่าพอใจ แลช่วยให้ไทยเกินดุลการค้ากับต่างประเทศมานานหลายปี แต่ภายหลังประสบวิกฤตการณ์ข้าว ๒ ครั้ง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สาเหตุคือฝนแล้ง น้ำท่วม และสงครามโลกครั้งที่ ๑ เนื่องจากการทำนาของไทยยังผูกพันอยู่กับธรรมชาติและการขยายพื้นที่มากกว่าเทคโนโลยีเครื่องจักร ดังนั้น การแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศจึงหมายถึงความแปรปรวนของผลผลิตและชีวิตชาวนาไปในตัว รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพยายามแก้ไขปัญหา แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาวนาไทยบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ จากทั้งฝ่ายอักษะและสัมพันธมิตร เมื่อสิ้นสงครามประเทศไทยตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะช่วยให้ไทยไม่ต้องเสียค่าสงคราม แต่อังกฤษไม่ยอมรับ และบังคับให้ไทยต้องส่งข้าวให้กับอังกฤษเป็นการทดแทน

เชื่อกันว่าปริมาณข้าวที่อังกฤษต้องการจากไทยนั้นเท่ากับปริมาณข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศไทยต่อปี และต้องส่งให้ต่อเนื่องอยู่หลายปี

ภาวะหลังสงครามทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของไทยตกต่ำ ความเปลี่ยนแปลงฐานเศรษฐกิจของไทยจากเกษตรกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรม ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นเพียงสินค้าชั้นต้น ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ อาชีพชาวนาล่มสลาย ในขณะที่อาชีพค้าขายของชาวจีนกลับกลายมาเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ รัฐบาลในสมัยนั้นร่วมมือกับนายทุนจีนเอาเปรียบชาวนา ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุค “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” คือ พ.ศ. ๒๕๐๔ เมื่อมีการประกาศแผนเศรษฐกิจฉบับแรกตามคำแนะนำของธนาคารโลก ประเทศไทยมุ่งเข็มสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม ชาวนาถูกทิ้งรั้งท้ายให้กลายเป็นพลเมืองสำรอง ชาวนาชนบทไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ในขณะที่การค้าและอุตสาหกรรมในกรุงเทพกลับเจริญเฟื่องฟู 

กรุงเทพกลายเป็นเมือง “โตเดี่ยว” หรือ “เอกนคร” ช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ระหว่างคนรวยและคนจน ระหว่างคนเมืองและคนชนบท ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สามารถแก้ไขได้ ในที่สุดคำยกย่องชาวนาในฐานะ “กระดูกสันหลังของชาติ” ก็เป็นเพียงนโยบายขายฝัน เป็นคำขวัญในการหาเสียง แต่ชาวนาไม่เคยได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง

ชาวนาไทยกลายสภาพจากอาชีพที่เคยได้รับผลตอบแทนสูงสุด และเป็นแหล่งรายได้หลักของพระราชอาณาจักร กลับกลายเป็นเพียงประชาชนชั้นรองที่โดนดูถูกเหยียดหยามจากชนชั้นนำและชนชั้นกลาง ส่วนหนึ่งเป็นไปตามกระแสโลก แต่อีกส่วนหนึ่งคือรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข ช่องว่างระหว่างรายได้เพิ่มมากขึ้น จนนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างชนชั้นและทางการเมือง

ความผิดพลาดจากการจำนำข้าวของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นตัวอย่างสำคัญตัวอย่างหนึ่ง เป็นการให้สัญญาเพื่อหาเสียงแต่ขาดการวางแผนที่ดี ผลที่ได้จึงเป็นไปในทางตรงกันข้าม อย่างไรก็ดีหากนับอดีตย้อนกลับขึ้นไปก็จะพบความผิดพลาดคล้ายๆ กันในทุกรัฐบาล นับแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เรื่อยจนถึงยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีทั้งที่เด่นชัดและซ่อนเร้น ทั้งที่ได้รับการเผยแพร่และถูกปกปิด ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ยังเป็นชาวนาชาวบ้านอยู่เช่นเดิม

ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยได้เป็นระรอก แต่มันจะซ้ำอยู่เรื่อยๆ และบ่อยมากขึ้น หากเราท่องจำประวัติศาสตร์เพียงเพื่อทำข้อสอบ แต่ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากมันเลย

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: