๑๖๕. ในวันที่ใจท้อแท้ อย่าลืมความฝัน

มีกิจกรรมอยู่ ๒ – ๓ กิจกรรมที่ผมมักจะกลับมาร่วมงานกับน้องๆ เสมอ หนึ่งในนั้นคืองานปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ เป็นงานเล็กๆ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับน้องๆ รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรั้วสถาบัน

เหตุที่ผมเลือกที่จะกลับมาร่วมงานนี้เกือบทุกครั้ง ตลอดชีวิตการเรียนมหาวิทยาลัยและหลังเรียนจบ ก็เพราะในงานปฐมนิเทศทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้ย้อนวัยตัวเอง หลังจากที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาตลอดปี

ถึงแม้จะไม่สามารถเรียกวันเวลาที่ผ่านไปให้ย้อนกลับคืนมาได้ แต่เพียงแค่ได้เห็นแววตาของน้องๆ รุ่นใหม่ แววตาที่เต็มเปี่ยมด้วย ความมุ่งมั่น ความหวัง และกำลังใจ มันทำให้ผมได้ทบทวนตัวเอง ได้ refresh ตัวเองอีกครั้ง

.. เป็นธรรมดาที่ไฟแห่งความมุ่งมั่น ความหวัง และกำลังใจของเราจะแผ่วเบาวูบไหวไปตามแรงลมของกาลเวลา แต่นั่นก็เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น หากเรารู้จักเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนอยู่เสมอ ..

การกลับมาร่วมงานปฐมนิเทศ ก็เหมือนกับการเติมเชื้อไฟให้ตัวเอง

เด็กรุ่นใหม่นั้น แม้จะต่างวัย ต่างวันเวลา ต่างสถานที่ แต่หากเรามองเขาแล้วมองตัวเราเองย้อนกลับไปในวันเดียวกัน เราจะมองเห็นแววตาที่ซ้อนทับกันอย่างลงตัว

ปฐมนิเทศ นักเรียนแพทย์ศิริราช รุ่น ๑๒๔
ภาพประกอบ โดย Teeraphat Srimanoroth

ผมกลับมาร่วมงานปฐมนิเทศน้องปี ๑ อีกครั้ง คราวนี้เป็นทีของนักเรียนแพทย์ศิริราช รุ่น ๑๒๔ งานจัดขึ้นในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา โรงพยาบาลศิริราช

นักเรียนแพทย์ปี ๑ สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล – รวมถึงนักศึกษาปี ๑ คณะอื่นๆ – จะเรียนร่วมกันที่วิทยาเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม เรื่อยไปจนครบจบปีจึงจะแยกย้ายกันไปตามสังกัดคณะของตนเอง อย่างนักเรียนแพทย์ศิริราชเมื่อเรียนจบชั้นปีที่ ๑ แล้วก็จะข้ามฟากมาเรียนที่ฝั่งโรงพยาบาลศิริราช ส่วนคณะอื่นๆ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

การปฐมนิเทศน้องปี ๑ นอกจากจะเต็มไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ตัวเลขหน่วยกิตและเกณฑ์เกรดเฉลี่ยแล้ว ยังสอดแทรกกลวิธีในการเรียน การแบ่งเวลา การใช้ชีวิตในหลากหลายแง่มุม ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนแพทย์ปี ๑ ต้องห่างไกลจากพี่ๆ และอาจารย์ไปนานกว่า ๑ ปี คณะฯ จึงรู้สึกห่วงห่วงใยเป็นพิเศษ

สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ – ตามสไตล์ของแพทย์ศิริราช – คือ ช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างคุณครูและนักเรียน ที่เปิดโอกาสให้ติดต่อกันถึงตัวได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถึงจะดึกดื่นค่อนคืนล่วงเวลา ถ้ามีปัญหาก็โทรมาเถอะ

.. ปัญหานั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะต้องรู้ว่าจะตั้งรับกับมันอย่างไร สู้รบกับมันแบบไหน และรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร ที่ไหน อย่างไร ..

สำหรับศิริราชแล้ว ความช่วยเหลืออย่างที่กล่าวมานั้นไม่จำเป็นต้องค้นหากันให้ไกลเลย

กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะกลายเป็นประเพณีร่วมสมัยสำหรับงานปฐมนิเทศ คือการแสดงละครเวที โดยพี่ปี ๒ มอบให้กับน้องปี ๑

ในครั้งนี้ก็เหมือนกัน – ละครเวที the Musical แนวพีเรียด ดราม่า ประกอบดนตรีแสดงสด กลั่นกรองจากความรู้สึกของพี่ปี ๒ มอบเป็นข้อคิดสำหรับการใช้ชีวิตให้กับน้องปี ๑ ที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย รั้วที่เปิดกว้างเป็นอิสระ แต่ก็รู้สึกเคว้งคว้างได้ในเวลาเดียวกัน

ภาพเหตุการณ์วันประกาศผลสอบเข้าเรียนศิริราช ภาพความดีใจของผู้สอบและครอบครัว เหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตเหล่านั้นถูกฉายซ้ำอีกครั้งบนเวทีห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร

การสอบเข้าเรียนหมอได้ นับเป็นความภาคภูมิใจ ทั้งแก่ตัวนักเรียนเอง ครอบครัว ตลอดจนคนรู้จักคนอื่นๆ ทั่วไป

.. คงเหมือนกับนักวิ่งมาราธอนที่วิ่งผ่านอุปสรรคบนเส้นทางที่ยาวไกลจนถึงเส้นชัย จะผิดกันก็แต่การสอบเข้าหมอได้นั้นยังไม่ถึงเส้นชัย เป็นแค่การวิ่งจากห้องพักนักกีฬามายังจุดสตาร์ตเท่านั้นเอง ..

วันสอบสัมภาษณ์ นักเรียนทุกคนตอบคำถามอาจารย์หมอด้วยความหวัง ด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม อุดมการณ์และปณิธานของการเรียนและการเป็นหมอยังครุกรุ่นเร่าร้อนอยู่ภายในใจ “ผมจะทำเต็มที่ครับ/หนูจะทำเต็มที่ค่ะ”

เราได้ยินประโยคนี้กันจนชาชิน ..

วันเวลาในชั้นปีที่ ๑ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอผ่านขึ้นปี ๒ โลกที่เคยสวยงามกลับมืดหม่น ความกระตือรือร้นกลับลดน้อยลงไป เมื่อเนื้อหาที่เรียนเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว การเรียนต้องอาศัยความทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับนักเรียน ม.ปลายที่เพิ่งจะผ่าน “ชีวิตหลั่นล้า” ในรั้วมหาวิทยาลัยมาเพียง ๑ ปี

โลกจะเศร้าหมองมากกว่านั้น ถ้าเราเปรียบเทียบความด้อยกว่าของเรากับความเด่นกว่าของเพื่อนคนอื่นๆ

การเรียนที่หนักหน่วงมากขึ้น เวลาในชีวิตที่ลดน้อยลงไป และยิ่งต้องสูญเสียความมั่นใจไปในสถานการณ์อย่างนั้น ย่อมทำให้คนๆ หนึ่งรู้สึกราวกับว่าตนเองด้อยคุณค่าลงไป ลอยเคว้งคว้างในโลกกว้างเพียงคนเดียว

ไวโอลินกรีดเสียงคร่ำครวญ .. เป็นสัญญาณบอกให้ผู้ชมรับรู้ว่า ปมปัญหาได้ขมวดเกลียวจนถึงที่สุดแล้ว ..

ละครเวทีเรื่องนี้คลี่คลายปมปัญหาด้วยการบอกกับเราว่า ในวันที่เลวร้ายอย่างที่สุด หากเราพักสายตาจากตัวเราเอง มองไปรอบๆ ตัวเรา เราจะรู้ได้ว่า จริงๆ แล้วเราไม่เคยอยู่คนเดียวเลย พี่ๆ ทุกคนที่ศิริราชพร้อมจะช่วยเหลือน้องเสมอ ในยามที่น้องท้อใจ ในยามที่น้องไม่มีใคร พี่ๆ ก็พร้อมจะยืนอยู่เคียงข้างน้อง คอยประคับประคอง คอยช่วยเหลือให้น้องก้าวผ่านวันเวลาร้ายๆ ไปได้

.. ที่ศิริราชเราไม่เคยทิ้งกัน เพราะพี่จะคอยดึงเรา เพื่อนจะคอยประคับประคองเรา และน้องจะคอยดันเรา ให้เราก้าวผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปได้ด้วยดี ..

ผมยังคิดไม่ออกเลยว่า จะมีสิ่งใดมีค่ามากไปนี้

ละครปฐมนิเทศ the Musical

ละครปฐมนิเทศ the Musical
ศิริราช รุ่น ๑๒๓ มอบให้ ศิริราช รุ่น ๑๒๔

ข้อคิดสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ผมคิดว่าพี่ๆ ปี ๒ ต้องการจะสื่อให้น้องๆ ปี ๑ ได้รับรู้ก็คือ อย่าหลงลืมความฝันของตนเอง

คนทุกคนมีความฝัน คำตอบของน้องๆ ในวันสัมภาษณ์เข้าเรียนหมอก็นับเป็นความฝันเช่นเดียว เป็นความฝันที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง กำลังใจ อุดมการณ์และปณิธานที่แน่วมั่น

แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น วันเวลาที่ผ่านไปอาจจะทำให้เราหลงลืมจุดมุ่งหมายเดิมของเรา ภาพฝันที่เคยแจ่มชัดกลับเลือนรางลงไปทุกที ยิ่งเมื่อพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายกระทบเข้ามาในชีวิต ภาพฝันที่เลือนรางอยู่นั้นก็ดูเหมือนจะหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงแค่ความจริงที่โหดร้าย

ทั้งที่ความจริงแล้ว หากเราตั้งสติของเราให้ดี เราจะพบว่าความฝันนั้นไม่เคยหายไปไหน มันยังคงอยู่กับเราตลอดเวลา เพียงแค่เราหลงลืมมันไปชั่วครู่ชั่วคราว อาจเป็นเพราะอ่อนล้าจนเกินไป

หากเรารู้สึกเช่นนั้น ละครเวทีเรื่องนี้ขอให้เราลองคิดทบทวนสิ่งที่ผ่านเลยไปอย่างช้าๆ ลองถามตนเองดูว่าเราเคยฝันเอาไว้อย่างไร จุดมุ่งหมายของเราคืออะไร เมื่อพบมันแล้วขอให้ดึงมันกลับมา จับเอาไว้ให้มั่น แล้วก้าวเดินตามความฝันด้วยความมุ่งมั่นและอดทน เพื่อให้ถึงจุดหมายนั้นได้สมความตั้งใจ

.. ไม่แปลกที่ใครจะหลงลืมความฝัน หลงลืมจุดมุ่งหมายหรืออุดมการณ์ภายในใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่าลืมก็ให้ย้อนใจกลับไป ถามตนเองว่าเราเคยคิดเคยฝันเอาไว้อย่างไร แล้วทำให้มันแจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง ..

หากทำได้อย่างนั้น จุดหมายก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง

งานปฐมนิเทศครั้งนี้ทำให้ผมได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่า ความฝันของผม จุดมุ่งหมายของผม อุดมการณ์ของผมยังคงแจ่มชัดอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า

ผมคิดว่าทุกคนที่ได้ชมละครเวทีเรื่องนี้ก็คงรู้สึกคล้ายคลึงกัน และเชื่อเหลือเกินว่าเมื่อทุกคนได้ลองทบทวนกับตัวเองแล้ว จะมองเห็นภาพความฝันแจ่มชัดเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา กำลังเป็นอยู่ และจะเป็นต่อไป

ขอบคุณข้อคิดดีๆ จากละครเวทีของนักเรียนแพทย์ศิริราช รุ่น ๑๒๓ ครับ

ทีมละครปฐมนิเทศ the Musical

ทีมละครและนักดนตรี ศิริราช รุ่น ๑๒๓

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: