๑๖๐. ไม่มีอะไรมาก ก็แค่อยากเขียน

ผมเริ่มเขียนบล็อกมาตั้งแต่เรียนชั้นปี ๑ จริงจังมากขึ้นเมื่อเรียนปี ๓ และต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งเรียนจบ ต่อเมื่อมีงานมากขึ้น เวลาน้อยลง ระยะห่างระหว่างเอ็นทรี่ย์จึงเพิ่มมากขึ้นทุกที

จากเดิมที่ห่างเพียงครั้งละอาทิตย์ ก็เริ่มเพิ่มเป็นสองอาทิตย์บ้าง สามอาทิตย์บ้าง หรือบางครั้งก็ทิ้งร้างห่างกันเป็นเดือนสองเดือน สุดแต่เวลาจะเอื้ออำนวย

ไม่ใช่ว่าจะไม่คิดถึง; ความคิดถึงนั้นมีอยู่ เรื่องที่อยากเขียนก็อัดอั้นอยู่ไม่น้อย แต่พอคิดจะเรียบเรียงให้เป็นเรื่องราว ความรู้สึกอื่นก็พลันแทรกเข้ามาเป็นระยะจนต้องรามือไป ครั้นเมื่อทิ้งห่างไปนานสองนาน จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ก็ต่อไม่ติดเสียแล้ว

คงคล้ายกับความใกล้ชิดของคนสองคน, หรือหลายคน, ที่เมื่ออยู่ใกล้กันทุกวันย่อมคุ้นเคย แต่เมื่อต้องห่างกันไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความห่างนั้นก็แปรความรู้สึกให้เปลี่ยนไปทีละน้อยละน้อย ตัวตนเดิมที่เคยเป็นก็เปลี่ยนไปเรื่อยเช่นเดียวกัน

มารู้ตัวอีกที คำว่า “เรา” ก็เลื่อนไหลไปจากเดิมเดิมเสียแล้ว

Poem book

สมุดจดกลอนของผมเอง

จุดเริ่มต้นการเขียนของผมนั้นไม่มีอะไรมาก ก็แค่อยากเขียน

ธรรมดาคนเราเมื่อพบเจอเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ย่อมมีความคิดต่อเหตุการณ์นั้น บางเหตุการณ์บีบคั้นความรู้สึก บางเหตุการณ์กระตุ้นความคิด บางเหตุการณ์ผ่านเข้ามาเพื่อที่จะทิ้งความหมายบางอย่างไว้กับใจของเรา

ความหมายที่ว่านั้นคงไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจาก “มุมมอง” ของเราเอง

จุดเริ่มต้นของผม จึงเริ่มจากการแบ่งปันมุมมองของตนเอง แลกเปลี่ยนกับมุมมองของคนอื่นๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขวางออกไป และเพื่อฝึกฝนการเรียนรู้ของตนเองให้ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น

มุมมอง/โลกทัศน์/ความคิดเห็น ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน แปรผันตามประสบการณ์ชีวิตรวมกับพื้นฐานความคิดที่บ่มเพาะกันมา เสมือนเบ้าหลอมภาชนะดินเผาที่ย่อมแตกต่างกันทั้งเชื้อเพลิงและกำลังไฟ แม้จะเผาดินอย่างเดียวกัน แต่เมื่อดินสุกแล้วก็ได้ภาชนะที่มีเนื้องานแตกต่างกัน

เป็นไปไม่ได้เลยที่คนหนึ่งคนจะมองสิ่งรอบตัวได้ครบถ้วนทุกแง่มุม แต่ด้วยการเรียนรู้ร่วมกับคนอื่นนี้จะช่วยให้เรามองได้รอบด้านมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังเตือนใจเราให้รู้จักยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ไม่ถือเอาความคิดของเราเป็นใหญ่แต่ถ่ายเดียว

ยิงปืนหนึ่งนัด ได้นกกลับมาอีกหลายตัว

my poem draft

บ่อยครั้งที่ผมเลือกเขียนต้นฉบับด้วยดินสอ

ด้วยการเขียน ผมได้เรียนรู้มากขึ้น

งานเขียนเริ่มต้นจากประสบการณ์ ทั้งจากการอ่าน ฟัง พบปะพูดคุย จากนั้นจึงกลั่นกรองถ่ายทอดออกมาเป็นข้อความ เรียบเรียงเป็นประโยค เป็นย่อหน้า เป็นเรื่องราวร้อยเรียงต่อเนื่องกันไป

ในขณะที่เรากำลังเรียบเรียงเรื่องราวอยู่นั้น เราได้ครุ่นคิด ทบทวน หรือแม้แต่ตั้งคำถามและหาคำตอบต่อเรื่องราวนั้น ทุกอย่างเหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้อย่างอย่างลึกซึ้งภายในใจของเรา คือการฝึกฝนความละเอียดละเมียดละไม จนเกิดความเฉียบคมขึ้นในตัว

ความเฉียบคมต่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อผนวกเข้ากับมุมมองของคนอื่นๆ ทั้งที่เหมือนและแตกต่างกัน จึงเกิดการเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น ความเฉียบคมนั้นก็เพิ่มมากขึ้นพร้อมกันไป

สำหรับตัวผมแล้ว การเขียนและการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกันจึงเป็นหนทางเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือตำรา ทว่ามักพบเจอในชีวิตประจำวัน หรือหากจะกล่าวให้แม่นตรงยิ่งกว่านั้นก็อาจจะกล่าวได้ว่า ตัวตนของผมในตอนนี้ส่วนหนึ่งคือผลรวม/ผลลัพธ์จากปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการเขียนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ดีหรือไม่ดี ผมไม่ค่อยแน่ใจ ผมรู้แต่เพียงว่าผมได้เรียนรู้มากขึ้น

Thai Dictionary

โต๊ะทำงาน สมัยที่ยังทำงานอยู่ที่ รพ.สมุทรปราการ

การเขียนบังคับให้เราต้องคิด และการจะคิดได้ดีหรือไม่นั้นย่อมอยู่ที่ว่าเรามีวัตถุดิบที่ดีอยู่มากหรือน้อยเพียงไร การเขียนจึงบังคับเราทางอ้อมให้ต้องไขว่คว้า/ค้นคว้าวัตถุดิบที่ดี สั่งสมประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เอาไว้ให้มาก

เมื่อเรามีวัตถุดิบที่ดีมากพอ เราย่อมหยิบจับมาใช้ได้เหมาะสมแก่สถานการณ์ และเมื่อเราครุ่นคิดต่อเนื่องไป วัตถุดิบนั้นย่อมแปรรูปเป็นผลิตผลที่หลากหลาย คนที่ฝึกฝนการเขียนอยู่เสมอจึงรุ่มรวยทั้งวัตถุดิบและผลิตผลทางความคิด ไม่จนตรอกง่ายดายจนเกินไป

ด้วยประโยชน์อย่างนี้เอง ผมจึงพยายามฝึกฝนการเขียนของตัวเองให้ดีขึ้น ถึงแม้เป็นเพียงขั้นต้นที่ยังไม่อาจบรรลุประโยชน์นี้ได้เต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าหยุดตัวเองไว้ที่ศูนย์

ต่อสู้ให้คุ้มค่า เต็มที่กับความพยายาม ถึงแม้ยังไม่ถึงจุดหมายแต่ก็เข้าใกล้เข้าไปทุกที

ด้วยความระลึกรู้เสมอว่า ผมยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกมากมาย

My Books

การอ่าน คือการสั่งสมวัตถุดิบที่ดีสำหรับงานเขียน

ไม่มีอะไรมาก ผมแค่้อยากจะบอกว่า “ผมอยากเขียน”

และผมยังคงเลือกที่จะเขียนต่อเนื่องไป

เรื่องราวทั้งหมดก็มีอยู่เท่านั้นเอง

writing-is-hard

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Leave a comment

2 Comments

  1. ติดตามอ่านงานเขียนของพี่อาร์ทเสมอนะครับ
    เหมือนอ่านผลงานของนักเขียนมืออาชีพจริงๆ
    อยากให้รวมเล่ม พิมพ์ขายจริงๆจังๆมากครับ🙂

    Like

    Reply
  2. ติดตามงานเขียนของพี่รัตนาดิศรมาตั้งแต่เรียนอยู่ม2 ค่ะ
    แล้วก็ติดตามพี่จนทราบว่าพี่เป็นนักเรียนเก่าเตรียมอุดมรุ่น 64
    เรียนสายวิทย์สาธารณสุข
    รู้แม้กระทั่งว่าในสมัยนั้นพี่เป็นประธานชมรมศาสนาและวัฒนธรรม ของอ.ยงยุทธ์
    หนูยังทันเห็นลายมือที่พี่เขียนไว้บนห้องชมรมศาสนาบนตึก2 ที่เป็นกลอนบนกระดาน
    ในใจตอนนั้นคิดว่าหนูตามพี่รัตนาดิศรทันอีกขั้นนึง
    และหมายมั่นอยู่ในใจว่าสักวันนึงจะเข้าหมอศิริราชให้ได้
    และนำหนังสือยินดีที่เธอยิ้มได้เอาไปให้พี่เซ็น
    แต่ทว่าก้าวสุดท้ายที่จะข้ามไปสู่มหาวิทยาลัย
    ขั้นบันไดนี้มันใหญ่จนหนูก้าวข้ามพ้นได้แบบหวุดหวิดเท่านั้น
    หนูเลยติดหมอมศว แทนที่จะเป็นหมอศิริราช
    แต่ก็หวังว่าสักวันนึงคงจะได้เจอพี่รัตนาดิศรนะคะ
    หนูก็เป็นนักเรียนเก่าเตรียมอุดมรุ่น72ค่ะ
    เรียนสายวิทย์คุณภาพชีวิต

    Like

    Reply

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: