๑๕๘. ไหลเลื่อนเคลื่อนไหว …

[งานเขียนเชิงทดลอง ??]

๑.

ช่วงเวลาไม่ถึง ๑๐ ปี อะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก

มาตรฐาน กฏเกณฑ์ ค่านิยมที่เคยเชื่อถือกันมาแต่ก่อนถูกสั่นคลอนไปตามกาล จนกล่าวได้ว่าวันนี้กับเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วอาจเทียบอะไรกันไม่ได้เลย

สิ่งที่ต่างไปมากคือ ความเปิดกว้างทางสังคม โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนนักศึกษา หนทางในการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ทางแคบๆ อย่างแพทย์ วิศวะ สถาปัตย์ ที่ต่างคนต่างมุ่งศึกษาเพื่อความรู้ที่ลึกซึ้งในสาขาวิชาของตนเพียงหนทางเดียว ตรงกันข้ามกลับเชื่อมโยงถึงกันไปทั้งหมด อย่างที่เรียกกันโก้หรูว่า “สหวิทยาการ” ในแบบที่คนรุ่นก่อนไม่เคยคาดคิด

เมื่อก่อนเราเคยเชื่อกันว่า แต่ละสายการเรียนมีลักษณะจำเพาะ หรือเอกลักษณ์ประจำที่แตกต่างกันไป เช่น แพทย์ต้องเป็นผู้คงแก่เรียน วิศวะเป็นขาลุย สถาปัตย์มีความติสต์อยู่ในตัว และอีกหลายๆ อย่างที่สังคมกำหนดกันขึ้นมาแล้วก็ยึดมั่นเชื่อถือกันไป

สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นจริง หรือถูกสร้างให้เป็นจริงได้ในสังคมสมัยก่อน แต่มาตอนนี้กฏเกณฑ์ มาตรฐานต่างๆ เหล่านั้นกลับถูกท้าทายด้วยกระแสสังคม การติดต่อสื่อสารที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างกว้างขวาง เอกลักษณ์หรือความจำเพาะที่เคยมีเริ่มเลือนลาง เส้นขีดแบ่งเริ่มจางหายไป กลายเป็นความหลากหลายที่กระจุกรวมกันอยู่ได้แม้ในพื้นที่เดียวกัน

ไม่แน่ว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว เราอาจไม่สามารถวางกฏเกณฑ์อะไรได้เลยด้วยซ้ำ เพราะยิ่งเราพยายามทำอย่างนั้นมากเพียงไร กระแสสังคมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงจะไหลบ่าเข้าท้าทาย สั่นคลอน บ่อนทำลายกฏเกณฑ์นั้นๆ จนพังทลายลง

๒.

ผมมองสังคมผ่านสายตาของผมเอง ในมุมมองของคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่กับนักเรียนนักศึกษาบ้าง กับผู้ป่วยทั่วๆ ไปบ้าง หรือกับคนหลายคนที่บังเอิญพบกันในต่างกรรมต่างวาระ

มันไม่ใช่สายตาที่กว้างขวาง ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วก็ออกจะคับแคบอยู่เหมือนกัน เป็นสายตาของคนเพียงคนเดียว ที่ครุ่นคิด สันนิษฐานแล้วก็สรุปเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามความพอใจ เพียงแต่อาจหาญมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้นเอง

การเรียนรู้ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาทำให้ผมต้องกลับมาถามตัวเองว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เราเชื่อถือมีความจริงอยู่ในนั้นมากน้อยเพียงไร ความไม่มั่นใจเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ผมมองดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบกาย เพราะยิ่งมองมันมากเพียงไร ก็ดูเหมือนว่ามันจะท้าทายความเชื่อของผมมากขึ้นทุกที

นักเรียนนักศึกษาคือตัวอย่างหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะความใกล้ชิดจากการทำงาน อีกส่วนหนึ่งผมมองว่านักเรียนนักศึกษาคือคนที่กำลังเรียนรู้โลก กำลังสร้างระบบความคิดของเขาขึ้นมา การเรียนรู้ของเขาย่อมสัมพันธ์กับสังคมรอบกายในลักษณะที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน การเรียนรู้จากพวกเขาจึงเป็นเอื้อประโยชน์ต่อการมองสังคมในแบบที่แตกต่างกันออกไป

พวกเขาทำให้ผมมองเห็นอะไรที่ต่างไปจากที่ผมเคยมองเห็น และทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้ใหญ่รุ่นก่อนผมขึ้นไป ที่เคยบ่นกับผมว่า “เด็กสมัยนี้เป็นอะไรของมัน”

๓.

“เด็กสมัยนี้เป็นอะไรของมัน” หรือ “คนสมัยก่อนมัวทำอะไรกันอยู่” กันแน่

เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผมตอบไม่ได้ และยังไม่มั่นใจว่าจะมีใครช่วยตอบคำถามนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมพอจะมองเห็นได้ลางๆ ก็คือ คนทั้งสองยุค – หรือคนต่างยุค – มีระบบคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แตกต่างกัน ความแตกต่างนี้ไม่ใช่ผลจากพัฒนาการที่ต่อเนื่อง แต่กลับเป็นของใหม่ที่ผุดบังเกิด (emergence) ขึ้นมา แตกหัก ขาดสะบั้นจากความเชื่อเดิม

เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงไม่สามารถนำคุณค่า มาตรฐาน กฏเกณฑ์ในระบบความคิดความเชื่อแบบเดิมไปเปรียบเทียบกับระบบความคิดของนักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่ได้ ทั้งยังไม่สามารถนำกรอบคิดแบบเดิมไปศึกษากรอบคิดแบบใหม่ได้ วิธีการที่เราจะเข้าใจระบบคิดใหม่ได้มีเพียงวิธีเดียวคือ กระโดดเข้าไปในสายธารของระบบความคิดใหม่แล้วเรียนรู้มัน

เรื่องบางอย่างซึ่งเคยเป็นสิ่งที่คิดไม่ได้ คิดไม่ถึง (unthinkable) ในสมัยก่อน กลับกลายเป็นสิ่งสามัญในยุคสมัยใหม่ ชนิดที่ไม่มีใครคิดกังขาต่อความจริง ต่อคุณค่า ต่อความเหมาะสมอีกต่อไป

ตัวอย่างที่ใกล้กับนักเรียนนักศึกษามาก คือ ระบบการเรียนกวดวิชาที่สมัยก่อนอาจจำเป็นเฉพาะผู้ที่มีปัญหาในการเรียน หรือผู้ที่ต้องการเป็นเลิศในด้านวิชาการ หรือต้องการความรู้อื่นนอกเหนือจากในห้องเรียน แต่ปัจจุบันได้กลายสภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนนักศึกษาทุกคน จนถึงที่สุดแล้ว “ดินแดนแห่งความรู้” ได้ย้ายศูนย์จากโรงเรียนไปสู่สถาบันกวดวิชา ปล่อยให้โรงเรียนกลายเป็นสถานที่พบปะเพื่อนฝูงเพียงครั้งคราว

“เด็กสมัยนี้เป็นอะไรของมัน” คุณครูผู้ใหญ่หลายท่านอาจคิดอย่างนี้ ก่อนจะถามต่อว่า “ทำไมต้องเรียนกวดวิชา” แต่สำหรับนักเรียนแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องตั้งคำถามในเชิงคุณค่าหรือถามหาความเหมาะสมอีกต่อไป ปัญหาอยู่ที่ว่า “จะเรียนกวดวิชาที่ไหนกันดี” และ “คนสมัยก่อนมัวทำอะไรกันอยู่”

ตัวอย่างเบาๆ ของความแตกต่างที่เราไม่สามารถเทียบเคียงกันได้

๔.

คุณลักษณะของนักเรียนนักศึกษา ที่แม้จะเรียนในหลักสูตรเดียวกัน แต่กลับมีความหลากหลายก้าวข้ามกรอบคิดเดิมอย่างที่เล่ากันมานี้ ยังย้ำเตือนให้ผมมองเห็นอีกว่า โลกทุกวันนี้เปิดกว้างเชื่อมโยงจนเราไม่สามารถแช่แข็งโลกทัศน์เดิมๆ เอาไว้ได้อีกแล้ว ในทางตรงกันข้าม พลวัตของสังคมต่างหากที่จะเข้ามาท้าทายและแทนที่ความเชื่อของเราอยู่ตลอดเวลา

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ที่สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น ตัวอย่างหลากหลายเกิดขึ้นอยู่ทุกวันจนมากเกินกว่าจะรวบรวมมาถ่ายทอดได้ครบถ้วน ทำได้แต่เพียงครุ่นคิดแล้วสรุปเอาเองภายในใจ

ผมไม่รู้เลยว่า สิ่งต่างๆ ที่ผมมองเห็นวันนี้ อีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงไร สิ่งที่ผมรู้ตอนนี้คือ ผมคงยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากเพื่อที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

แม้ว่าช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างที่เราคิดไม่ได้ คิดไม่ถึง แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเองที่จะบีบคั้นให้เราต้องคิดให้ได้และคิดให้ถึง หากเรายังต้องการจะเรียนรู้และเข้าใจมันในฐานะของสมาชิกคนหนึ่งในสังคม

เรื่องราวที่เคยเชื่อกันว่าจริง หรือถูกทำให้เชื่อว่าจริง ล้วนแต่พร้อมที่จะไหลเลื่อน (différance) ไปจากความหมายเดิมของมัน หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือ มันไม่เคยมีความหมายที่จริงแท้แต่อย่างใด ยังมีความหมายใหม่ๆ อีกนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะเข้าสวมทับแทนที่อยู่ตลอดเวลา

๕.

ว่าก็ว่าเถอะครับ แม้แต่ข้อเขียนของผมคราวนี้ก็ยังไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

“อยากเป็นหมอ ..” – โฆษณาเครื่องดื่มชนิดหนึ่งกล่าวไว้เช่นนั้น
ภาพ : การสอบวิชาจุลกายวิภาคศาสตร์ (Microscopic Anatomy) ภาคทฤษฎี
นักเรียนแพทย์ชั้นปีที่ ๒ คณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: