๑๕๖. โง่บ้างก็ได้

เรามักจะโกรธเสมอ เวลาที่ใครกล่าวหาว่าเราโง่ เพราะคำนี้สะท้อนคุณสมบัติอ่อนด้อยของเรา เสมือนคำดูถูกว่าเราเป็นคนไร้การศึกษา ไม่ควรค่าที่จะเชิดหน้าชูตาอยู่ได้ในสังคมนิยมความรู้ หรือถ้าจะกล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือ เราด้อยค่ากว่าคนที่กำลังกล่าวหาเราอยู่นั้น

คำว่า “โง่” ผูกพันอยู่กับสภาพความอ่อนด้อย จึงเป็นคำเชิงลบที่ไม่มีใครอยากได้ยิน และไม่มีใครที่อยากถูกสบประมาทว่าเป็น “คนโง่”

เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครต่อใครคนต่างพยายามหลีกเลี่ยง พยายามลบล้างคำสบประมาทนั้นออกไป เพื่อทำให้ตนเองมีคุณค่า เลอค่าและล้นค่า ไม่ใช่ “คนโง่” ในสายตาของใคร แต่ต้องเป็น “คนฉลาด” ในสายตาของทุกๆ คน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

สังคมของเรา, อย่างที่เราเห็นกันทั่วไป, จึงเต็มไปด้วยคนฉลาดทั้งนั้น

แมวน้อย แยกเขี้ยวขู่
หน้าศาลเจ้าพ่อฉางเกลือ บางกอกน้อย ธนบุรี

การกล่าวหาว่าใครโง่ หรือการยกย่องว่าใครฉลาด เป็นวิธีการหนึ่งในการจัดจำพวก (categorization) ที่พ่วงเข้ากับการจัดลำดับชั้นทางสังคม (social classification) หมายความว่า ทันทีที่เราบอกว่าใครโง่หรือฉลาด นั่นเท่ากับว่าเราได้แบ่งเขาออกเป็นกลุ่มแยกขาดจากกัน พร้อมกับเหยียดคนโง่ว่าต่ำ และยกคนฉลาดว่าสูง

ค่านิยมเชิงชนชั้นนี้เองที่ย้อนกลับมากำหนดความรู้สึกของเราอีกที หากกล่าวเฉพาะความโง่ซึ่งเราถือกันว่าต่ำนั้น เราย่อมแค้นเคืองต่อคำกล่าวหาว่า “โง่” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด เกิดเป็นกลไกอัตโนมัติที่จะทำให้เห็นในทางตรงกันข้ามว่าเรา “ไม่โง่” ด้วยพฤติกรรมสะท้อนกลับต่างๆ นานา อาจจะต่อว่าด่าทอ อาจจะต่อสู้ขัดขืน หรือพยายามสร้างภาพของเราในแบบที่ต่างออกไป จนบางครั้งก็เป็นการกระทำที่ล้นเกินความจำเป็น

เมื่อเราไม่ต้องการให้ภาพ “คนโง่” ติดอยู่กับตัวเรา หนทางง่ายๆ ที่จะหลุดพ้นจากภาพนั้นก็คือ การสร้างภาพตนว่าเป็น “คนฉลาด”

การสร้างภาพของคนฉลาดอย่างที่กล่าวถึงนี้ อาจจะเป็นคนฉลาดจริงหรือฉลาดลวงก็ได้เหมือนกัน หากเป็นความฉลาดในแบบแรกนั้นย่อมสมควรได้รับคำชื่นชม แต่เราต่างทราบกันดีว่า ความฉลาดในแบบหลังยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยๆ คนส่วนหนึ่งต้องการแสดงออกว่าตนฉลาดทั้งที่ความจริงไม่ใช่ แต่ไม่อยากยอมรับความโง่ของตน เพราะความโง่เป็นของต่ำ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจะต่ำหรือสูงนั้นก็อยู่ที่การกำหนดรู้ของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมเท่านั้น ไม่ได้เป็นนิยามสากลแต่อย่างใด

ความโง่เป็นของต่ำ เพราะเรากำหนดและเชื่อไปว่ามันต่ำ ส่วนความฉลาดนั้นก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม

แต่ความฉลาดอันเกิดจากการเสแสร้งอวดอ้าง ก็ไม่ได้ต่างไปจากความโง่เลยแม้แต่น้อย

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

คงไม่มีใครในโลกนี้ที่ฉลาดไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นนักปราชญ์แห่งตักศิลา หรือเป็นผู้สำเร็จสรรพวิทยาจากสำนักใด เมื่อถึงที่สุดแล้วเขาย่อมเชี่ยวชาญอยู่เพียงบางเรื่องที่คุ้นเคยเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องใดที่ไม่คุ้นเคยก็เป็นธรรมดาที่จะหลงลืมไป ยิ่งหากเป็นเรื่องที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อนด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้

เมื่อไม่รู้ ก็คือไม่รู้ ไม่มีความจำเป็นใดที่จะเสแสร้งแกล้งอวดว่าตนรู้ ในเมื่อความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

การที่เรากลัว “ความโง่” กระตุ้นให้เราพยายามทำตัว “ฉลาด” แต่หากเราหลงยึดมั่นในอัตตาของตนมากจนเกินกว่าจะยอมรับความจริง การทำตัวฉลาดของเราก็คงผิดเพี้ยนไปไกล แทนที่เราจะเปิดใจยอมรับความโง่ของเราแล้วใฝ่ใจเรียนรู้เพื่อลบล้างความโง่นั้น เรากลับพยายามป้องกันไม่ให้คนอื่นมองเห็นความโง่ของเราโดยสร้างกำแพงขึ้นมาบดบัง แปะป้ายแขวนไว้เบื้องหน้าว่า “ความฉลาด” แล้วกักขังความโง่เอาไว้ข้างในนั้นเช่นเดิม

ความโง่ไม่ได้หายไปไหน แค่มันถูกซ่อนเอาไว้เท่านั้นเอง

ถ้าเราต้องการขจัดความโง่ของเราออกไป เพื่อที่จะเป็นคนฉลาดอย่างที่เราต้องการ หนทางที่แท้คงไม่ใช่การสร้างกำแพงอวดอ้างว่าเราฉลาดเพียงเพื่อบดบังความเป็นจริง การทำอย่างนั้นไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นเลย เพียงแค่ทำให้เรา “ดูเหมือนฉลาด” เท่านั้นเอง แม้ว่าในเบื้องต้นอาจมีคนหลงเชื่ออยู่บ้าง แต่เราย่อมรู้แก่ใจตัวเองดีว่าเราซ่อนสิ่งใดเอาไว้ และหากสิ่งนั้นรั่วไหลออกมาเมื่อไร แผ่นดินแม้สักน้อยก็คงไม่มีให้เรายืน

ต่างกับการที่เรายอมรับความจริงว่ายังมีสิ่งที่เราไม่รู้ ยอมรับว่าเราโง่ แล้วใฝ่ใจเรียนรู้เพื่อผ่อนคลายความโง่ของเราให้ลดน้อยลง แม้ว่าการยอมรับนั้นอาจทำให้เราด้อยค่าไปบ้างในตอนแรก แต่เมื่อความรู้ของเราเพิ่มพูนขึ้นแล้ว ความ “ด้อยค่า” ที่เคยมีย่อมลบเลือนหายไป และจะกลับกลายเป็นความ “เด่นค่า” ขึ้นมาแทน นั่นเพราะความฉลาดที่เรามีอยู่นั้นเป็นของจริง มิใช่เพียงกำแพงที่เขียนลายไว้ให้เกรงกลัว

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

การยอมรับว่าเราโง่ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนั่นเท่ากับว่าเราเปิดใจเรียนรู้เพื่อที่จะไม่โง่ แต่ถ้าโง่แล้วยังไม่ยอมรับ แต่กลับอวดฉลาดในเรื่องที่ตนไม่รู้ ก็เท่ากับขุดหลุมฝังตัวเองจนลึกลงไปทุกที

ทั้งหลุมที่ฝัง ทั้งกำแพงที่รายล้อมอยู่รอบด้าน ไม่ว่าจะตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงามเพียงไรก็คงไม่ทำให้เราฉลาดมากไปกว่าเดิม แล้วเราจะมัวเสแสร้งอยู่อย่างนั้นด้วยเหตุใด การยอมรับความจริงแล้วหาหนทางแก้ไขต่างหากที่เป็นหนทางที่พึงกระทำ อันจะส่งผลในทางที่มั่นคงยั่งยืน

ค่านิยมในสังคมอาจเหยียดคนโง่และยกคนฉลาดก็จริง แต่ไม่มีความจำเป็นใดเลยที่เราจะเสแสร้งเพียงเพื่อให้คนยกย่อง ความโง่เป็นของธรรมชาติเนื่องด้วยเป็นข้อจำกัดของคนทั่วไป ยอมรับความโง่ของเราบ้างก็ได้

โง่แล้วแก้ไข ดีกว่าโง่แล้วอวดฉลาด

นี่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติอีกเหมือนกัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: