๑๕๐. แว่นตาดำ

ถึงแม้จะมีความสุขการทำงานอยู่เสมอ แต่ก็ยอมรับตามตรงว่า บางครั้งความสุขที่เคยมีก็เว้นจังหวะไปบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เรื่องราวร้ายๆ ถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน

ไม่ใช่เพราะเลือกงานผิด ถ้าเลือกงานผิดก็คงไม่มีความสุข แต่เพราะบางปัญหาที่ผ่านเข้ามาทำให้มุมมองของเราต่องานนั้นเปลี่ยนไป จนรู้สึกคล้ายกับความสุขที่เคยมีเริ่มเลือนหาย

ทันที่ที่มุมมองเปลี่ยนไป โลกทั้งโลกก็เปลี่ยนตาม ราวกับการที่เราสวมแว่นตาดำแล้วทำให้โลกทั้งโลกคล้ำไปถนัดตา

อันที่จริงแล้วไม่ใช่เพราะโลกมันคล้ำ แต่เพราะแว่นตาดำมันบังต่างหาก

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เรามองเห็นโลกไม่ใช่อย่างที่โลกเป็น แต่มองเห็นอย่างที่เราอยากจะให้มันเป็น

สายตาของเราเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ ขึ้นลงตามความรู้สึกในแต่ละขณะ และเพราะเหตุนั้นเอง โลกที่มองผ่านสายตาของเราจึงแปรเปลี่ยนไปได้ในทุกจังหวะชีพจร ขึ้นอยู่กับสายตาของเรา

ประสบการณ์ชีวิตตีกรอบความคิด และบังคับลานสายตาของเราให้จำกัดอยู่เพียงแค่ในกรอบความคิดนั้น ว่าให้ง่ายก็คือ เรามองเห็นเฉพาะสิ่งที่เรารู้ และเห็นเท่าที่เราอยากจะมอง

หากเราปิดตัวเอง ไม่ยอมรับรู้ประสบการณ์อื่นๆ ที่กว้างขวางไปกว่าเดิม มุมมองความคิดของเราย่อมแคบเข้าไปทุกที จนท้ายที่สุดก็เหมือนกับคนตาบอดที่พยายามฝืนเดินอยู่ริมหน้าผา

จะตกลงไปเมื่อไรก็ไม่รู้

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เวลาที่รู้สึกว่าไม่มีความสุข เราควรเปิดโอกาสให้ใจได้ถามตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วความสุขนั้นหายไป หรือเพียงแค่เรามองข้ามมันไป

เมื่อได้ครุ่นคิดสักพัก เราจะพบว่า บ่อยครั้งคำตอบที่ได้รับ คือ เราเผลอมองข้ามมันไปเอง

ในเวลาที่เราหยิบแว่นตาดำขึ้นมาสวมใส่ แว่นตาดำนั้นจะช่วยผ่อนคลายแสงแดดให้หม่นคล้ำลงไป; แดดนั้นยังคงอยู่ ไม่ได้ลดน้อยลงไปกว่าเดิม สายตาที่มองผ่านแว่นของเราต่างหากที่ทำให้รู้สึกไปอย่างนั้น

ทำนองเดียวกัน ในบางคราวที่เราเผชิญเรื่องราวร้ายๆ เราจะมองเห็นสิ่งต่างๆ หม่นมัวไปหมด ความสุขที่เคยมีค่อยๆ เลือนหาย ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้หายไปไหนเลย ความหม่นหมองในใจของเราต่างหากที่บดบังมันเอาไว้

ไม่ใช่เรื่องผิดหากเราจะรู้สึกหม่นหมอง ใครๆ เขาก็เป็นกันทั้งนั้น แต่หากเราปล่อยให้มันปกคลุมทุกอย่างในชีวิตของเรา จนเราจมอยู่กับความหม่นหมองอย่างนั้น เราจะมองเห็นแสงสว่างได้อย่างไร

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ – ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น

ความงดงามที่เรามองเห็นนั้นไม่ใช่เพราะฟ้ามันเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเมฆหมอกเริ่มผ่อนคลายหายไป จนกระทั่งเรามองเห็นแสงสว่างที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังนั้นเอง

ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน

ความสุขส่องสว่างอยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแต่ในบางครั้งเรื่องราวร้ายๆ ที่ผ่านเข้ามาบีบบังคับให้สายตาของเราพร่าเลือนไป จนเราคิดไปเองว่าความสุขได้หม่นหายไปเสียแล้ว

ถ้าเราคิดว่าความสุขหายไป กำลังใจของเราก็หายตาม แต่หากเรายังเชื่อมั่นว่าความสุขอยู่รอบตัว เราจะพยายามเปิดใจ เปิดรับประสบการณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเอง

เพื่อที่จะมองเห็นความสุขนั้นอีกครั้ง

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ขอเพียงแค่เราเชื่อมั่นว่า ความสุขยังคงมีอยู่ แม้บางคราวจะมีอะไรเข้ามาบดบังไปบ้าง แต่กำลังใจของเราจะมีอยู่เสมอ ที่จะต่อสู้กับความหม่นหมอง และอดทนรอพบกับแสงแห่งความสุขนั้นอีกครั้ง

หรือบางครั้งอาจจะไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้น แค่เราถอดแว่นตาดำออกไปบ้าง ก็เท่านั้นเอง

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: