๑๔๘. เรียนไปพร้อมกัน

เมื่อ ๒ วันก่อน มีโอกาสได้นั่งคุยกับนักเรียนที่มีปัญหาการเรียน

เป็นเรื่องธรรมดาของชั้นเรียนทุกแห่ง ที่จะต้องมีนักเรียนอย่างน้อย ๑ – ๒ คนที่มีปัญหาในระหว่างเรียน ปัญหานั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับการเรียนโดยตรง หรือเป็นเรื่องอื่นๆ ที่บังเอิญผ่านเข้ามาผิดจังหวะ ส่งผลให้การเรียนมีปัญหาตามกันไป

เมื่อรู้ว่านักเรียนมีปัญหาเรื่องใดก็ตาม หน้าที่ของคุณครูคือเข้าต้องไปดูแล เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้หมดสิ้นไป หรือช่วยให้ปัญหานั้นลดน้อยลงจนไม่กระทบต่อชีวิตของนักเรียนเอง

หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหา คือ ช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหา มองเห็นหนทางแก้ไข และมีกำลังใจที่จะแก้ไขปัญหานั้นด้วยตัวของเขาเอง โดยที่คุณครู ครอบครัวและเพื่อนร่วมชั้นเรียนร่วมกันให้โอกาส ให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็น คอยกระตุ้นเตือนให้เขามองเห็นคุณค่าความสามารถในตัวของเขาเอง

ผมคงไม่บอกว่านักเรียนคนนั้นคือใคร และเขามีปัญหาในเรื่องใด นั่นเป็นความลับ

เพียงแต่อยากชวนให้ครุ่นคิดกันว่า เราจะช่วยเหลือนักเรียนของเราได้อย่างไร เพื่อให้เขาสามารถยืนหยัดท่ามกลางปัญหา และฝ่าฟันแก้ไขมันไปด้วยกำลังกายและสติปัญญาของเขาเอง

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเรียนแบบ “แพ้คัดออก” สร้างความเครียด ความวิตกกังวลให้กับนักเรียนทุกคน บรรยากาศการเรียนที่เน้นการแข่งขัน เน้นผลแพ้ชนะ บีบคั้นให้นักเรียนส่วนใหญ่เรียนไปเพื่อตัวของตัวเองโดยไม่สนใจใคร เพราะการแข่งขันทำให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม กลายเป็นศัตรู

ในสถานการณ์อย่างนั้น การเรียนจึงไม่ใช่เพื่อให้มีความรู้ แต่เพื่อให้ตนเองไม่เป็นผู้แพ้ นักเรียนแสวงหาความเป็นที่หนึ่งจนหลงลืมไปว่าชัยชนะที่ได้มานั้นต้องแลกด้วยมิตรภาพ ต้องยอมสละความผูกพันระหว่างกัน เหลือไว้แต่ความโดดเดี่ยวบนจุดสูงสุดของหอคอย

ส่วนคนที่หมดแรงระหว่างทางก็ถูกปล่อยให้รั้งท้าย หรือบางครั้งก็ร่วงหล่นลงจากหอคอยไป

ว่ากันตามจริงแล้ว ผมเป็นห่วงนักเรียนที่อยู่สุดปลายฝั่งทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่อยู่บนยอดหอคอยก็น่ากลัวว่าเขาจะต้องโดดเดี่ยวจนเกินไป ส่วนคนที่อยู่รั้งท้ายก็เป็นห่วงว่าเขาจะหมดกำลังใจจนไม่สามารถฟื้นตัวเองขึ้นมา

ผมยังไม่รู้หรอกว่า เราจะแก้ไขปัญหาการเรียนแบบแข่งขันกันได้อย่างไร ไม่รู้เลยว่าเราจะต้องอยู่กับบรรยากาศบีบคั้นอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน สิ่งที่ผมรู้ตอนนี้คือ ผมควรร่วมมือกับอาจารย์ผู้ใหญ่ในการดูแลแก้ไขปัญหาของนักเรียน ช่วยดึงให้เขากลับสู่ลู่ทางอย่างที่ควรจะเป็น

ลู่ทางที่ทุกคนเดินไปพร้อมๆ กัน เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้อย่างมีความสุข

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ปัญหาของนักเรียน ส่วนหนึ่งเกิดจากการสูญเสียพื้นที่ของตัวเองในสังคม

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักเรียนบางคนในบรรยากาศที่เป็นกันเองอยู่หลายครั้ง ในสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ผมสังเกตเห็นว่านักเรียนผ่อนคลายและกล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

คนที่มีปัญหาจริงๆ ก็ว่ากันไป แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งกลับทำให้ผมได้รู้ว่า แท้จริงแล้วนักเรียนที่มีปัญหาส่วนหนึ่งไม่ได้เป็นผู้ร้ายโดยตัวของเขาเอง แต่หลายครั้งที่คนอื่นๆ มอบความเป็นผู้ร้ายให้กับเขา ทั้งยังปิดกั้นพื้นที่ ปิดกั้นโอกาสไม่ให้เขาได้พิสูจน์ตัวของเขาเอง เพียงเพราะสังคมตั้งแง่เสียแล้วว่าเขาเป็นผู้ร้าย

ไม่มีใครอยากเป็นผู้ร้ายหรอก แต่ในเมื่อสังคมของคนดีไม่มีที่เหลือพอให้กับเขาแล้ว เขาจะทำอย่างไรได้

เมื่อบรรยากาศการเรียนเป็นสภาวะของการแข่งขัน ปัญหาอย่างนี้ย่อมมีให้เห็นอยู่เสมอๆ คนที่ไม่อาจต้านทานแรงกดดันจากภายในจะหลุดลอยออกมาจากพื้นที่เดิม และถูกถีบซ้ำจนกระเด็นออกไปไกลจากวงโคจร ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่ากลัว

ถ้าเรากันช่วยฉุดรั้งให้เขากลับคืนสู่พื้นที่เดิม แล้วร่วมเดินไปพร้อมกับคนอื่นๆ ได้ด้วยตัวของเขาเอง คงจะเป็นการดี และคงจะดีกว่านั้นถ้ากำจัดการเรียนแบบแข่งขันทิ้งไป แล้วสร้างบรรยากาศการเรียนแบบช่วยเหลือกันขึ้นมา ให้นักเรียนได้มีความรู้ไปพร้อมๆ กับมิตรภาพระหว่างกัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัว ที่ไม่ชอบการเรียนแบบแข่งขัน ไม่ชอบการทำสงคราม เพราะเชื่อมั่นว่าเราสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้โดยไม่ต้องทำร้ายใคร

ผมเชื่อว่าบรรยากาศการเรียนอย่างนั้นมีอยู่จริง แต่ผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นมาเป็นครั้งคราว

บางที ถ้าเราเปลี่ยนแปลงบรรยากาศการเรียนให้กลายเป็นการช่วยเหลือกันได้อย่างถาวร ปัญหาของนักเรียนคงจะน้อยลงบ้าง แม้ว่าจะไม่ถึงกับหมดไป แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นมา เขาจะยังรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีใครที่พร้อมจะคอยช่วยเหลือเขาอยู่ คนรอบข้างไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนที่พร้อมจะเดินร่วมทาง

ความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทางนั้นเองที่จะทำให้เขากลับฟื้นคืนกำลังกายและกำลังใจ กลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา กล้าต่อสู้แก้ไขปัญหานั้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาของเขาเอง

ในที่สุดการเรียนจะไม่มีใครถูกทิ้งให้รั้งท้าย เพราะทุกคนเดินไปพร้อมๆ กัน ช่วยเหลือกันและกัน และเรียนจบไปพร้อมๆ กันได้อย่างที่ตั้งใจ

ผมมองว่าการเรียนจบไปพร้อมกัน ช่วยเหลือกัน มีคุณค่ามากกว่าการเรียนแบบแข่งขันเพียงเพื่อให้ตนเองจบไปเพียงคนเดียว

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: