๑๓๑. กว่าจะรู้เดียงสา [อีกมุมมองของการรับน้อง]

๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๔

บทความนี้เขียนเพื่อบอกเล่าประสบการณ์และความรู้สึกดีๆ ของการรับน้องให้กับรุ่นน้องแพทย์ศิริราชได้รับรู้ ในมุมมองของคนที่เคยผ่านชีวิตน้องใหม่ซึ่งรู้สึกประทับใจกับกิจกรรมรับน้องมาก่อน และเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่รุ่นพี่คนอื่นๆ ในหลายสถาบัน ที่จะรับไว้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมรับน้องในสถาบันของตน

เดี๋ยวนี้กระแสต่อต้านการรับน้องกำลังรุนแรง เพราะรุ่นพี่ในหลายสถาบันจัดกิจกรรมรับน้องโดยไม่เข้าใจเหตุผลของการรับน้องที่แท้จริง จึงทำไปเพื่อความสนุกสนาน เพื่อความสะใจของรุ่นพี่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้คำนึงถึงจิตใจของน้องใหม่ว่าจะรู้สึกเช่นไร รุ่นพี่อาจรู้สึกว่ากิจกรรมอย่างนั้นเหมาะสมดีแล้ว เพราะทำให้น้องเคารพรุ่นพี่ แต่หารู้ไม่ว่าความเคารพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะความหวาดกลัวในอำนาจของรุ่นพี่ มิใช่ความเคารพที่แสดงออกมาจากใจจริง

กิจกรรมรับน้องของศิริราชจัดขึ้นต่อเนื่องมากว่า ๘๐ ปีแล้ว เราเป็นที่แรกที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นในประเทศไทย แต่เมื่อแพร่หลายออกไปยังสถาบันอื่นๆ กลับกลายเป็นกิจกรรมเสื่อมที่ไม่มีใครต้องการ ในฐานะของผู้ต้นคิดย่อมรู้สึกเสียใจเป็นธรรมดา ทั้งที่เราพยายามรักษาระเบียบประเพณีอันดีงามไว้อย่างเดิม แต่สถาบันอื่นๆ กลับละเลยไปอย่างน่าเสียดาย

ของโบราณอาจจะคร่ำครึไปบ้างในสายตาของใครหลายคน แต่ของโบราณมันก็มีดีในตัวมันเอง ถ้าของใหม่จะทำให้คนต่อต้านจนสูญเสียคุณค่าไป การกลับไปหาความดีงามแบบโบราณบ้างก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีไม่น้อย

การอบรมรับน้องข้ามฟาก ศิริราช รุ่น ๑๑๕ 
ณ ห้องบรรยายอวย เกตุสิงห์ อาคารสรีรศาสตร์
การอบรมรับน้องข้ามฟากครั้งสุดท้ายที่จัดขึ้น ณ ห้องบรรยายนี้
(พ.ศ. ๒๕๔๘) 

กว่าจะรู้เดียงสา

เมื่อ ๖ ปีที่แล้ว ศิริราชรุ่นผมอบรมที่ห้องบรรยายอวย เกตุสิงห์ อาคารสรีรศาสตร์ เป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้ใช้ห้องบรรยายนี้เป็นสถานที่อบรม ก่อนที่จะสร้างอาคารศรีสวรินทราขึ้นมาแทน แล้วปล่อยให้อาคารสรีรศาสตร์หลงเหลือเพียงแค่ความทรงจำ ผ่านมาจนถึงวันนี้ ผมยอมรับตามตรงว่า ผมไม่อาจจดจำเนื้อหาที่พี่ๆ พูดได้ครบถ้วนทุกถ้อยคำ แต่สิ่งที่ไม่เคยลืมคือบรรยากาศของห้องบรรยายที่เย็นยะเยือก ขรึมและขลังอย่างน่าตกใจ

ห้องบรรยายอวย เกตุสิงห์ เป็นห้องบรรยายเก่า อยู่ชั้นล่างสุดของตัวอาคารแต่ดูเหมือนจะสร้างให้ลึกลงไปใต้ดินเล็กน้อย เพื่อที่จะได้สร้างที่นั่งเป็นลำดับชั้นขึ้นไปได้หลายขั้น ทางเดินเป็นช่องแคบลึกลงไป เปิดสู่ห้องประชุมโอ่โถง บุผนังกันเสียงด้วยไม้ เวทียกชั้นมีม่านกั้น ผนังห้องเยื้องทางขวาของเวทีติดพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระราชบิดา พร้อมอักษรติดผนังว่า “ฉันไม่ต้องการให้เธอเป็นแพทย์อย่างเดียว แต่ให้เป็นคนด้วย”

แม้ผมจะเรียนที่ห้องบรรยายนี้หลายครั้ง แต่ความรู้สึกในครั้งนี้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ห้องที่พวกเราเคยนั่งฟังอาจารย์สอน เคยพูดคุยส่งเสียงกันบ้างในบางคราว บัดนี้กลับเงียบสงบ มีรุ่นพี่เอ็กซ์เทิร์น ศิริราช รุ่น ๑๑๑ และรุ่นพี่ชั้นปีอื่นๆ ยืนเรียงอยู่ที่ริมเก้าอี้แต่ละแถวจากล่างจนถึงบนสุด ผมเหลือบมองดูสีหน้าของรุ่นพี่แต่ละคนแล้วเดาใจไม่ออก เหมือนจะบึ้งตึงแต่ก็ไม่ได้ดูดุร้ายจนน่ากลัว ผมเข้าใจไปเองว่า คงเป็นเพราะบรรยากาศที่ขรึมขลังเข้มงวดนั้นเอง ที่บังคับให้ผมตีความสีหน้าของพี่เขาอย่างนั้น

เมื่อเริ่มอบรมครั้งแรก ผมจำได้ดีว่าพวกเราต้องลุกนั่งและหัดโค้งกันหลายรอบ เก้าอี้ในห้องบรรยายอวยฯ เป็นเหล็กที่ติดสปริง เมื่อลุกแล้วจะดีดกลับที่เดิมทันที ถ้าไม่ระมัดระวังเก้าอี้จะดีดกับพนักพิงเกิดเสียงดังมาก แม้เพียงแค่เก้าอี้ตัวเดียวก็ดังลั่นห้อง นับประสาอะไรกับเก้าอี้ที่ดังขึ้นพร้อมกันกว่า ๒๐๐ ตัว นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเราต้องลุกนั่งกันอยู่ซ้ำๆ ผมจำจำนวนครั้งที่แน่นอนไม่ได้ จำได้แต่ในที่สุด ทุกครั้งที่พวกเราลุกเพื่อโค้งต้อนรับรุ่นพี่หรืออาจารย์ ก็ไม่มีเสียงเก้าอี้ให้รำคาญใจอีกเลย

ทีแรกผมไม่เข้าใจว่า ทำไมจะต้องมากเรื่องกับแค่เสียงเก้าอี้ แต่พอทุกอย่างเข้าที่ ความเงียบสงบก็ขับเน้นบรรยากาศที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ความเงียบที่เกิดจากระเบียบ เกิดจากความร่วมมือของน้องใหม่ทุกคน เป็นความเงียบอันงดงามที่พวกเราหลายคนหลงลืมมันไป ได้กลับคืนสู่สัมผัสของพวกเราอีกครั้งในวินาทีนั้น

หลังจากนั้นไม่ถึงปี ห้องบรรยายอวยฯ ก็หายไปพร้อมๆ กับตัวอาคารสรีรศาสตร์ ที่ถูกทุบทำลายเพื่อสร้างอาคารเรียนใหม่ที่ทันสมัย ซึ่งก็คืออาคารศรีสวรินทราในปัจจุบัน เหลือเพียงภาพบรรยากาศการเรียนและการอบรมเก็บไว้ในความทรงจำ เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในการเรียนชั้นปีที่ ๒ ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ผมไม่แน่ใจนักว่า เพื่อนๆ ที่นั่งเงียบกันในห้องอบรมครั้งนั้นจะรู้สึกอย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว จากที่ไม่เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในการอบรมครั้งแรก พอถึงครั้งที่ ๒ และครั้งสุดท้ายก่อนวันรับน้องข้ามฟาก เหตุการณ์ที่ประจักษ์ต่อหน้าผมทำให้ผมต้องยอมรับโดยดุษณีว่า สิ่งที่พี่ๆ และอาจารย์พร่ำสอนมาตลอดทุกการอบรม สิ่งเหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เราเป็นลูกศิริราชอย่างแท้จริง บางอย่างที่ดูเล็กน้อยในสายตาเรา บางอย่างที่ขัดแย้งกับความคิดของเรา ความคิดต่อต้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพราะรุ่นพี่ไม่มีเหตุผล แต่เป็นเพราะเราไม่รับฟังเหตุผลของรุ่นพี่นั้นเอง เมื่อใดที่เราพิจารณาด้วยปัญญา ไม่อิงอคติของเรา เราจะรู้ได้ทันทีว่า ด้วยสิ่งเล็กน้อยแต่เปี่ยมคุณค่านั้นเอง ที่ทำให้ศิริราชยังเป็นศิริราช ยังยืนหยัดต่อเนื่องจากวันแรกจนถึงวันนี้นับกว่าร้อยปี

ศิริราชเราไม่เคยว้าก เราไม่มีระบบว้ากในซีเนียริตี้ของเรา สิ่งที่รุ่นพี่ทำคือการพูดคุยด้วยเหตุผล แนะนำด้วยความหวังดี จะมีดุบ้างก็ด้วยเหตุที่สมควรดุ แต่ไม่ใช่การแสดงอำนาจอย่างไร้ขอบเขต ตรงกันข้ามกลับให้เกียรติพวกเรารุ่นน้องอย่างถึงที่สุด ในขณะที่พวกเรานั่งฟังกันอย่างสบาย พี่ๆ กลับต้องยืนขาแข็งกันอยู่นานนับชั่วโมง นานนับสิบชั่วโมงทีเดียว

อันที่จริงแล้ว พี่ๆ ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลยสักนิด ทั้งที่ต้องเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานบนหอผู้ป่วย ซึ่งแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน แต่กลับยอมอดทนยืนเพื่อเป็นกำลังใจ เพื่อคอยดูแลน้องที่เจ็บป่วยระหว่างการอบรม ถ้าพี่ๆ จะนั่งแล้วให้น้องยืนกันเป็นสิบชั่วโมงก็คงทำได้ และเชื่อว่ารุ่นพี่เลวๆ ในหลายสถาบันก็คงเลือกที่จะทำอย่างนั้น แต่ศิริราชไม่ทำ เราอบรมเพื่อให้น้องได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ดีจากรุ่นพี่ จากอาจารย์ ไม่ใช่กรีดความทรงจำที่เลวร้ายลงในหัวใจของใครต่อใคร

ตัวผมเอง แม้จะจบปี ๒ มาแล้ว ผมยังเข้าฟังอบรมเกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะคืนก่อนวันรับน้องข้ามฟากนั้นถือเป็นกำหนดเลยว่าต้องเข้าฟังทุกปี เพื่อดูแลน้อง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้องอย่างที่ผมเคยได้รับจากรุ่นพี่ และเพื่อรับฟังประสบการณ์ดีๆ จากรุ่นพี่ที่ฟังกี่ทีก็ดีกับตัวเราเสมอ แม้เมื่อผ่านขึ้นชั้นปี ๓ เป็นต้นมาจะไม่มีโอกาสได้นั่งฟังอย่างปี ๒ แล้ว แต่ผมก็เต็มใจที่จะยืนฟังอยู่ข้างน้อง เท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย

เวลาผ่านไป เด็กๆ มีเสรีภาพทางความคิดมากขึ้น รู้จักใช้สิทธิของตัวเองมากขึ้น ทั้งที่ยังไม่เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองดี จึงตั้งคำถามไปตามกระแสว่า “…เราจะรับน้องไปทำไม เราจะอบรมไปทำไม ไม่เห็นจะเกิดประโยชน์อะไรกับชีวิต สู้เอาเวลาไปนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบไม่ดีกว่าหรือ ?…”

คงไม่ใช่เรื่องผิดที่ใครจะตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ แต่เมื่อมีผู้อธิบายให้เข้าใจกลับปฏิเสธคำอธิบายนั้น เพียงเพราะมันไม่ถูกใจ ไม่ตรงตามที่ใจต้องการ ถ้าเช่นนั้นแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรในการอธิบาย สุดท้ายความไม่เข้าใจนั้นก็ยิ่งฝังลึก จนกลายเป็นความขัดแย้งภายในใจที่ไม่มีวันแก้ไขได้

การที่น้องบอกว่าการอบรมไร้เหตุผลคงไม่ใช่เพราะว่าการอบรมนั้นไร้เหตุผลในตัวของมันเอง ตรงกันข้ามกลับมีเหตุผลอยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่น้องยังไม่รู้และไม่ยอมรับเหตุผลเหล่านั้นต่างหาก

ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเชื่อว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว น้องๆ คงพร้อมเปิดใจรับฟังเหตุผลของรุ่นพี่มากขึ้น และเมื่อเขาเติบโตขึ้นเป็นรุ่นพี่เองแล้ว คงจะได้ถ่ายทอดสิ่งดีๆ ที่พวกเขาได้รับมาเมื่อครั้งยังเป็นรุ่นน้อง ให้กับรุ่นน้องรุ่นใหม่สืบเนื่องต่อไปอีกนานเท่านาน

ผมยังเฝ้ารอวันนั้น และหวังว่าคงจะมาถึงในเร็ววัน

รูปภาพเดิมที่เคยใช้ในบทความก่อนๆ
ขอนำกลับมาใช้อีกครั้งครับ

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ

Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: