๑๔๗. เดินไปกับสายลม

ปกติแล้วหลังเวลาเลิกงาน ผมมักจะอยู่ล่วงเวลาเป็นประจำ เพื่อออกกำลังกายบ้าง ทำงานที่คั่งค้างอยู่บ้าง หรือไม่ก็อยู่ติวนักเรียนแพทย์บ้างตามสมควร กว่าจะแล้วเสร็จก็มืดค่ำ ก่อนจะรับประทานอาหารและเดินทางกลับหอพักตามปกติ

ผมพักอยู่หอเดียวกันกับนักเรียนแพทย์ชั้นปี ๒ และ ๓ เรียกกันอย่างลำลองว่า “หอพักเจ้าพระยา” เพราะสร้างทับที่ตั้งภัตตาคารเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศิริราชมากนัก; อาจารย์อนุสาสกให้ผมมาช่วยดูแลนักเรียนแพทย์ที่นี่ เผื่อจะมีเด็กคนใดต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะช่วงใกล้สอบ

เพราะความที่หอพักตั้งอยู่ไม่ไกลจนเกินไป การเดินทางกลับหอพักในช่วงเย็นๆ หรือยามค่ำคืน ผมจึงเลือกที่จะ “เดิน” มากกว่าวิธีการอื่นๆ

ค่อยๆ เดินมาเรื่อยๆ จากศิริราช ข้ามสะพานอรุณอมรินทร์ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงหอแล้ว

สะพานอรุณอมรินทร์ เมื่อเดินจากฝั่งวัดอมรินทราราม

ถ้าใครจะถามผมว่า “เดินกลับหอทุกวัน เหนื่อยบ้างหรือเปล่า”

คำตอบของผมก็คงเป็นที่เดากันได้ว่า “เหนื่อยเหมือนกัน”

แต่ที่ยังเลือกที่จะ “เดิน” เพราะการเดินให้ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เหมือนกับการนั่งรถเมล์หรือรถแท็กซี่ ไม่ใช่เพราะต้องรอรถเมล์นาน หรือเพราะแท็กซี่ไม่ยอมจอดรับผู้โดยสารหรอก จริงๆ แล้วผมติดใจบรรยากาศในการเดินเสียมากกว่า

วันไหนเลิกเรียนช้า หรือมีงานทับโถมเข้ามามากกว่าปกติ วันนั้นมักจะมีเรื่องเครียดวิ่งวนอยู่ในหัวกลับไปกลับมา การเดินเรื่อยเปื่อยไปตามใจ ช้าบ้างเร็วบ้างก็พอให้ความเครียดนั้นลดน้อยลงไปได้ บางครั้งก็ลืมไปชั่วขณะ พอกลับมาถึงหอก็คิดแก้ปัญหาขึ้นมาได้เอง

บางวันออกกำลังกายจนเหน็ดเหนื่อย อาบน้ำที่ฟิตเนสแล้วออกมาเดินรับลมเย็นๆ บนสะพานอรุณอมรินทร์ ก็ให้ความรู้สึกสดชื่นดีเหมือนกัน แม้ว่าเมื่อกลับมาถึงหอพักแล้วอาจจะต้องอาบน้ำซ้ำอีกครั้งเพื่อล้างเหงื่อที่ชุ่มขึ้นมาใหม่ในระหว่างการเดิน

บางคนอาจจะนึกว่าผมเพี้ยนไป ก็ในเมื่ออาบน้ำแล้ว เพราะเหตุไรจึงไม่นั่งแท็กซี่ซึ่งก็เย็นฉ่ำอยู่เหมือนกัน อาจจะหนาวเลยด้วยซ้ำ แถมยังไม่ต้องอาบน้ำซ้ำให้เสียแรงเสียเวลา กลับมาถึงหอพักก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนอนหลับให้สบายไปเลย

คำตอบง่ายๆ อยู่ตรงที่ว่า ถ้าผมนั่งแท็กซี่กลับมา ผมคงพลาดสายลมเย็นๆ ที่เอื่อยช้าไปตามธรรมชาติ พลาดสัมผัสที่ทำให้รู้ว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวเรายังคงเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง พลาดที่จะรับรู้ว่าลมหายใจของเรากับธรรมชาติคือสายลมเดียวกัน

มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคนธรรมดา ที่ยังปรารถนาจะสัมผัสมันอยู่ทุกครั้ง

… 

แมวน้อยที่ร้านขายอาหารตามสั่ง
เชิงสะพานอรุณอมรินทร์ ฝั่งวัดอมรินทราราม

เมื่อเวลาเปลี่ยน หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ความรู้เพิ่มพูนมากขึ้น เทคโนโลยีก้าวล้ำมาไกลจนเกินกว่าจิตใจของคนจะเข้าใจ โลกราวกับจะหมุนเวียนไปเร็วจนเกินกว่าที่เราจะวิ่งตามมันได้ทัน เพียงชั่วขณะที่เราหยุดพัก หลับตาลงนอนในยามค่ำคืน พอตื่นเช้ามาโลกก็ดูเหมือนจะนำหน้าเราไปไกลเสียแล้ว

ผมจำได้แม่นว่า อาจารย์ท่านหนึ่งเคยเตือนสติผมให้ตระหนักอยู่เสมอว่า เพียงชั่วเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่เผลอหลับไป ความรู้ต่างๆ ในโลกใบนี้ โดยเฉพาะความรู้ทางการแพทย์ ได้เพิ่มพูนมากขึ้นจนเกินกว่าที่เราจะติดตามได้ทัน ราวกับจะบอกกับผมเป็นนัยๆ ว่า “แล้วคุณยังจะกล้านอนอีกเหรอ ?”

ผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองกล้าหรือเปล่า ผมรู้แต่เพียงว่าผมง่วงเต็มทีแล้ว

หมาน้อยประจำวัดอมรินทราราม

ความรู้ที่เพิ่มพูนมากขึ้นอาจเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ต่อชุมชน ต่อสังคมรอบๆ ตัวเรา มันอาจช่วยให้วิทยาการเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ทำให้มนุษย์กลายเป็นพระเจ้าที่ครอบครองโลกได้ตามที่ต้องการ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราห่างเหินจากธรรมชาติมากยิ่งขึ้นทุกที

ผมไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี ไม่ได้ต่อต้านความเจริญก้าวหน้า ไม่เคยคิดว่าชีวิตยุคหินจะดีไปกว่าความสะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ เอาเข้าจริงผมก็ยังพึ่งพาเทคโนโลยีหลายๆ อยู่เหมือนกัน แต่เทคโนโลยีและความเจริญเหล่านั้นต้องเป็นไปอย่างมีสติทั่วพร้อม เป็นไปด้วยความรู้สำนึกว่าเรายังคงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ยังมีลมหายใจที่ถ่ายทอดถึงกัน

ธรรมชาติคือผู้ให้กำเนิดเรา แล้วเราจะทอดทิ้งผู้มีพระคุณต่อเราได้อย่างไร

การเดินอาจไม่ใช่กิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่พิธีกรรมที่เราจะสื่อสารกับธรรมชาติผ่านอำนาจเร้นลับ มันเป็นเพียงกิริยาพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของคนเรา แต่ด้วยความพื้นฐานของมันนั้นเองที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเราได้

ถ้าสถานที่ที่จะไปนั้นอยู่ไม่ไกลมาก และไม่ลำบากจนเกินไป ลองเดินดูบ้างก็ดีเหมือนกัน บางทีเราอาจจะได้สัมผัสความรู้สึกดีๆ อย่างที่รถเมล์หรือรถแท็กซี่ไม่เคยมีให้เราก็ได้

ทิวทัศน์จากสะพานอรุณอมรินทร์
มองเห็น “สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช” ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

ในระหว่างการเดินแต่ละครั้ง ความคิดใหม่ๆ ผุดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

สายลมและความสบายใจอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดความคิดเหล่านั้น หรืออาจเป็นเพราะระยะเวลาที่ผ่านไปอย่างเอื่อยช้า ร่วมกับเหตุการณ์ที่ค่อยๆ ผ่านเข้ามาไม่เคยซ้ำในระหว่างการเดิน ทำให้เกิดต้นทุนประสบการณ์ที่สั่งสมอยู่มากพอที่จะผลิตความคิดออกมา

นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมพอใจที่จะเดิน ถึงจะเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ผลที่ได้รับก็ดูเหมือนจะคุ้มค่าอยู่เหมือนกัน

ถึงเวลาที่ควรจะให้ชีวิตได้ใกล้ชิดธรรมชาติบ้าง สัมผัสลมหายใจของธรรมชาติที่เชื่อมร้อยอยู่กับลมหายใจของเรา ให้จิตใจได้ผ่อนคลายจากความเร่งร้อนบีบคั้น ปล่อยใจอยู่กับความเอื่อยช้าสักพัก เราจะมองเห็นรายละเอียดรอบตัวได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เราเคยมองข้ามไปเมื่อหลายวันก่อน เราอาจจะมองเห็นมันในคราวนี้ก็ได้

ลมที่พัดผ่านสะพานอรุณอมรินทร์ในยามค่ำคืน ก็เย็นสดชื่นเหมือนกันนะ

งานวัดอมรินทราราม จัดงานทุกเทศกาล

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ

About these ads
Leave a comment

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: